เราตื่นเต้นกันมากที่จองการเดินทางขึ้นเขาช้างเผือกได้ เพราะที่นี่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเพียงปีละไม่กี่เดือนเท่านั้น โดยจะเปิดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนพฤษภาคม แล้วแต่สภาพภูมิอากาศ โดยสอบถามเวลาเปิดปิดได้ที่ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ 08-1382-0359

เนื่องจากพื้นที่บนยอดเขาค่อนข้างจำกัด จึงรับนักเดินทางได้แค่ 60 คนต่อวัน และจะต้องจองล่วงหน้าเป็นเวลา 7 วัน โดยการส่ง ชื่อ สกุล เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน และที่อยู่ ไปที่ thongphaphumoffice@gmail.com หากได้รับอีเมลตอบกลับ พร้อมรายละเอียดจุดนัดพบกับเจ้าหน้าที่ก็แปลว่าจองสำเร็จ เตรียมตัวไปผจญภัยในแหล่งท่องเที่ยวที่ท้าทายและเข้าถึงยากแห่งนี้ได้เลย!

เขาช้างเผือก04

รูปภาพ: Thinkstock

บันทึกการผจญภัยที่ เขาช้างเผือก

เย็นวันศุกร์

เราออกเดินทางจากกรุงเทพและมาค้างคืนที่ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งที่มีที่พักให้เลือกหลากหลาย เช่น หินตกริเวอร์แคมป์ เดอะโฟลท์เฮ้าส์ริเวอร์แคว หรือ บุรีธารารีสอร์ทแอนด์สปา


วันเสาร์

เราตื่นกันแต่เช้าตรู่ เพื่อเตรียมตัวเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ที่ตั้งอุทยานอยู่ห่างจากเส้นทางขึ้นเขา เราจึงรีบออกเดินทาง มีกระเป๋าใบเล็กคนละใบ ใส่เฉพาะสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการค้างคืนบนเขาหนึ่งคืน สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือทิชชู่เปียก สำหรับเช็ดหน้าเช็ดตัวแทนอาบน้ำ และ Power bank โดยการเดินทางไปอุทยานจากโรงแรม สามารถติดต่อรถรับส่งจากโรงแรมได้ หรือจะขับรถส่วนตัวไปก็ได้เช่นกัน

ขับรถเกือบสามชั่วโมงเราก็มาถึงที่ทำการอุทยานฯ เมื่อลงทะเบียน และทำเรื่องเช่าเต็นท์  และถุงนอนเสร็จ เราก็ขับรถต่อไปที่หมู่บ้านอีต่อง ซึ่งลูกหาบและเจ้าหน้าที่นำทางรอเราอยู่ ลูกหาบที่นี่ไม่ต่างอะไรกับยอดมนุษย์ คือแบกสัมภาระได้ 30 – 40 กิโลกรัม ใส่รองเท้าแตะตราช้างดาว และปีนขึ้นไปถึงยอดเขาก่อนพวกเราเสียอีก ก่อนออกเดินทางเราแวะทานข้าวเช้าที่ร้านน้องหน่อย พร้อมห่อข้าวเที่ยงไปทานตอนพัก อาหารร้านนี้อร่อย ที่สำคัญคือให้เยอะมาก เหมือนจะรู้ว่าเราต้องใช้พลังงานมหาศาลในการเดินทางครั้งนี้

10:00

พวกเราเริ่มออกเดิน ซึ่งถือว่าสายมาก ยิ่งสายแดดก็ยิ่งร้อน ระหว่างทางเราจึงรู้ว่า น่าจะมาให้เช้ากว่านี้ ช่วงครึ่งชั่วโมงแรก เส้นทางไม่ลำบาก มีเงาไม้ปกคลุม แต่ทางจะเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ เราต้องจับเชือก จับหิน ปีนป่ายกันตามเส้นทาง มีหลายจุดที่ทางเดินหวาดเสียวจนทำให้เราละเลยทัศนียภาพอันสวยงามรอบๆ ภาพภูเขาซ้อนกันเป็นสิบๆ ลูก ทั้งซ้ายและขวา ทางขึ้นและทางลงเขาลูกสุดท้ายก่อนถึงจุดกางเต็นท์เป็นดินแห้งและชันมาก ถ้าไม่จับเชือกให้ดี อาจจะลื่นลงมาจนถึงตีนเขาก็เป็นได้

13:00

เรามาถึงจุดกางเต็นท์  แดดแรง และอากาศร้อนมาก เราต่างคนต่างเดินหาร่มเงาไม้เพื่อนั่งพัก และทานข้าวเที่ยง เจ้าหน้าที่บอกว่า ตรงนี้ยังไม่ใช่เขาช้างเผือก ต้องปีนต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง แต่จะปีนตอนบ่ายแก่ๆ พวกลูกหาบที่มาถึงก่อนเรา ก็เตรียมกางเต็นท์ไว้ให้

15:30

เขาช้างเผือก02

รูปภาพ: flickr.com

พอพระอาทิตย์เริ่มอ่อนแสง ก็ได้เวลาปีนขึ้นยอดเขาช้างเผือก พวกเราออกตัวกันเป็นกลุ่มที่สอง เส้นทางนั้นน่าตื่นเต้น และหวาดเสียวกว่าตอนเช้าเป็นเท่าตัว นอกจากทางขึ้นจะชันกว่าแล้ว ทางเดินบนสันเขายังแคบมากด้วย หากมองลงไปทางซ้ายและขวา ก็จะไม่เห็นตีนเขาเลย เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขา ทุกคนมีรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดีใจ ความภาคภูมิใจ ลมเย็นพัดโชยก็พัดเอาความเหนื่อยล้าของพวกเราไปด้วย ภาพที่เห็นรอบๆ ช่างงดงามคุ้มค่ากับพลังงานที่เสียไป พวกเรานั่งพัก เอนหลังพิงภูเขา ชื่นชมความงามของธรรมชาติ

18:00

ก่อนพระอาทิตย์ตก เราก็ปีนลงมาเพื่อทานอาหารเย็น ซึ่งก็คือ มาม่า และโจ๊ก เราทานอาหารพร้อมชมพระอาทิตย์ตกดิน ตกดึกอากาศจะเย็นลงเรื่อยๆ บริเวณนี้ไม่มีแสงไฟจากชุมชนรบกวน ทำให้เราเห็นดาวสว่างไสวนับไม่ถ้วนเต็มท้องฟ้า


วันอาทิตย์

5:50

แม้เราจะเหนื่อยมากจากการปีนเขาครั้งนี้ แต่ภาพของภูเขา ผืนป่า ต้นไม้ ดอกหญ้า ฟ้าสีคราม ก็สวยงามและน่าประทับใจ ทำให้การขึ้นเขาช้างเผือกนี้ เป็นหนึ่งในการเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตก็ว่าได้

เขาช้างเผือก01

รูปภาพ: flickr.com

พวกเราตื่นพร้อมกับพระอาทิตย์ขึ้น ทานอาหารเช้าที่นำมาคือ คอนเฟลค นม และโจ๊ก ก่อนกลับเราต้องเก็บขยะให้เรียบร้อย เพื่อให้ลูกหาบแบกไปทิ้งที่หมู่บ้าน ตอนขากลับเราเดินช้าลง และหยุดพักชมวิวบ่อยกว่าขามา พอลงมาถึงทางขึ้น ก็ถ่ายรูปกับเจ้าหน้าที่และลูกหาบไว้เป็นที่ระลึก เมื่อมาดูสภาพ before and after ของแต่ละคนก็ยิ่งขำ เรากลับไปเติมพลังที่ร้านน้องหน่อยอีกรอบ เดินเล่นในหมู่บ้าน ซื้อโปสการ์ดส่งไปรษณีย์ และเดินทางกลับกรุงเทพ