“ญี่ปุ่น” เป็นประเทศที่ชอบมากเป็นพิเศษ ถ้าไม่นับครั้งล่าสุดนี้ เราไปมา 17 ครั้งแล้ว เพราะชอบทั้งความสวยงามทางธรรมชาติ ความอิ่มเอมในวัฒนธรรม และความพิถีพิถันของอาหารการกิน เรามักเดินทางไปคนเดียว เพราะมันสนุกและเป็นอิสระดี แต่บางครั้งก็อยากแบ่งปันความสวยงามของญี่ปุ่นนี้ให้กับเพื่อนร่วมทางที่รู้ใจบ้าง เพราะมีเพื่อนร่วมทางเราได้ความอบอุ่นใจและได้แชร์โมเม้นต์ดีๆ ไปด้วยกันตรงนั้นเลย ครั้งที่ 18 นี้ เราเลยมี “เพื่อนร่วมทาง”


โอซาก้า (Osaka)

1

โดทงโบริ (Dotonbori)

Rhythm of Journey - Osaka - Dotonbori

พื้นที่ของย่านโดทงโบริเริ่มตั้งแต่สะพานโดทงโบริบาชิ (Dotonbori-bashi) ไปจนถึงสะพานนิปปงบาชิ (Nipponbashi) ที่นี่เป็นย่านการค้าเก่าแก่ใจกลางเมืองที่เรียกได้ว่าถ้าไม่ได้มาก็เหมือนยังมาไม่ถึงโอซาก้า แหล่งรวมความบันเทิงแห่งนี้มีทั้งร้านค้าและร้านอาหารมากมาย ซึ่งหลายเจ้าก็เปิดตลอด 24 ชั่วโมง แถมยังอยู่ใกล้กับย่านชอปปิ้งชินไซบาชิ (Shinsaibashi) อีกด้วย บรรยากาศในบริเวณจึงคึกคักเป็นพิเศษ แลนด์มาร์ค 2 จุดที่ไม่ควรพลาดมาถ่ายรูปเช็คอินได้แก่ ป้ายนักวิ่งของกูลิโกะ (Glico Running Man) และป้ายปูยักษ์ตัวโต (Kani Doraku) หน้าร้านขายปูชื่อดัง

ค่าเข้าชม
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง

2

ตลาดคุโรมง (Kuromon Ichiba Market)

Rhythm of Journey - Osaka - Kuromon Ichiba Market

ภาพจาก : Shutterstock

ตลาดคุโรมงเป็นตลาดที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโอซาก้า เปิดมาเป็นเวลากว่า 190 ปีแล้ว ที่นี่ได้ฉายาว่าเป็น “ครัวของโอซาก้า” มีลักษณะเป็นทางเดินทอดยาวราว 600 เมตรที่มีร้านค้าเรียงรายตลอดสองข้างทาง จำหน่ายอาหารทะเลสดมากมาย มีทั้งที่ดิบอยู่และปรุงพร้อมรับประทานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปลาชนิดต่างๆ ปู ปลาหมึก หอยเชลล์ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีร้านขายผลไม้ตามฤดูกาล เครื่องใช้ในครัว และขนมญี่ปุ่นน่ารักๆ ที่น่าซื้อกลับไปเป็นของฝาก รับรองได้ว่าเดินเที่ยวเพลินไม่มีเบื่อเลย

ค่าเข้าชม
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง

3

ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)

Rhythm of Journey - Osaka - Osaka Castle

ภาพจาก : Shutterstock

ปราสาทโอซาก้าหลังแรกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1583 แต่ถูกทำลายและสร้างใหม่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ปราสาทหลังที่ 2 ถูกฟ้าผ่าทำให้เกิดไฟไหม้พังไปเมื่อปี ค.ศ. 1665 ปราสาทหลังปัจจุบัน ซึ่งเป็นหลังที่ 3 ถูกสร้างในปี ค.ศ. 1931 และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของโอซาก้าและญี่ปุ่น ภายในปราสาทมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติของปราสาทและโทโยโตมิ ฮิเดโยชิ (Toyotomi Hideyoshi) ขุนนางผู้สร้างปราสาทหลังแรก ในบริเวณมีสวนที่ชื่อสวนนิชิโนมารุ (Nishinomaru Garden) ซึ่งมีต้นซากุระกว่า 600 ต้น เป็นจุดชมดอกซากุระช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ได้รับความนิยม

ปราสาทโอซาก้าตั้งอยู่ในสวนสาธารณะ Osaka Castle Park ปัจจุบันบริเวณสเตเดียมในสวน (Osakajo Hall) มีโซนเปิดใหม่ชื่อว่า Jo-Terrace Osaka มีทั้งร้านอาหาร ร้านขนม และร้านขายของที่ระลึกหลากหลายให้บริการ เป็นอีกจุดที่น่าไปนั่งพักให้หายเหนื่อยหลังจากชมปราสาท

ค่าเข้าชม
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง

4

ย่านชินเซไก (Shinsekai) และหอคอยซึเทนคาคุ (Tsutenkaku Tower)

Rhythm of Journey - Osaka - Tsutenkaku Tower

ภาพจาก : Shutterstock

ชินเซไก แปลว่า “โลกใบใหม่” แต่กลับเป็นย่านย้อนยุคที่ตั้งอยู่ทางใต้ของโอซาก้า ทิศใต้ของย่านได้รับการวางผังให้คล้ายกับ Coney Island ในนิวยอร์ค ส่วนทิศเหนือได้รับการออกแบบให้คล้ายกับกรุงปารีส โดยมีหอคอยซึเทนคาคุเป็นแบบจำลองของหอไอเฟล ที่นี่เป็นแหล่งรวมที่เที่ยวกลางคืนที่สำคัญ มีร้านให้ไปดื่มกินสังสรรค์ยามดึกมากมาย โดยเฉพาะในตรอกแคบๆ ที่ชื่อว่าจันจัน โยโกะโจ (Jan Jan Yokocho) เมนูชื่อที่ได้รับความนิยมของย่านนี้คือคุชิคาสึ (Kushikatsu) หรือของทอดเสียบไม้ ร้านเก่าแก่บางร้านยังขายเครื่องในวัวปิ้งและเคบับญี่ปุ่นด้วย

หอคอยซึเทนคาคุสร้างเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1912 แต่ถูกรื้อไปช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนสร้างใหม่ในปี ค.ศ. 1956 ซึเทนคาคุเคยเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในเอเชีย มีความสูงถึง 103 เมตร และมีจุดชมวิวที่ชั้น 4 (ความสูง 84 เมตร) ชั้น 5 (ความสูง 87.5 เมตร) และชั้น 5R (ความสูง 94.5 เมตร)

ค่าเข้าชม
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง

5

ชิงช้าสวรรค์เทมโปซาน (Tempozan Ferris Wheel)

Rhythm of Journey - Osaka - Tempozan Ferris Wheel

ภาพจาก : Shutterstock

ชิงช้าสวรรค์เทมโปซานเคยเป็นชิงช้าสวรรค์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีความสูงถึง 112.5 เมตร และเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 เมตร เปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1997 การนั่งชิงช้าสวรรค์รอบหนึ่งใช้เวลา 17 นาที นอกจากจะมองเห็นวิวสวยๆ รอบอ่าวโอซาก้าแล้ว ยังจะเห็นภูเขาอิโคมะ (Mount Ikoma) ทางทิศตะวันออก สะพานอะคาชิไคเคียว (Akashi Kaikyo Bridge) ทางทิศตะวันตก ท่าอากาศยานนานาชาติคันไซทางทิศใต้ และเทือกเขารอคโคะ (Rokko Mountains) ทางทิศเหนือ ตัวชิงช้าสวรรค์ยังมีแสงไฟหลากสีที่ใช้เพื่อพยากรณ์อากาศในวันถัดไปอีกด้วย

ค่าเข้าชม
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง

6

ตึกอูเมะดะสกาย (Umeda Sky Building) และจุดชมวิวคูจู เทเอ็น (Kuchu-Teien Observatory)

Rhythm of Journey - Osaka - Umeda Sky Building 1 Rhythm of Journey - Osaka - Umeda Sky Building 2

ตึกอูเมะดะสกายเป็นอาคารสำนักงานที่มีความสูงถึง 173 เมตร ชั้นใต้ดินเป็นชั้นร้านอาหารธีมย้อนยุคสมัคโชวะ ส่วนชั้นที่ 39 เป็นที่ตั้งของจุดชมวิว Kuchu-Teien Observatory จุดชมวิวนี้มีความสูง 170 เมตร มีคอนเซปต์เป็น “สวนลอยฟ้า” ลักษณะเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างอาคารสองฝั่ง และทรงเป็นเหมือนโดนัทเพราะมีรูตรงกลง ทำให้สามารถมองเห็นวิวเมืองโอซาก้าได้แบบ 360 องศา และมองไปได้ไกลถึงเกาะอาวาจิ (Awaji Island) ในจังหวัดเฮียวโงะเลย ยิ่งถ้าไปช่วยใกล้พระอาทิตย์ตกดินหรือตอนกลางคืน วิวเมืองจะสวยเป็นพิเศษ

ค่าเข้าชม
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง

7

ตึกอาเบะโนะ ฮารุกัส (Abeno Harukas) และจุดชมวิวฮารุกัส 300 (Harukas 300)

Rhythm of Journey - Osaka - Abeno Harukas 1 Rhythm of Journey - Osaka - Abeno Harukas 2

ภาพจาก : Shutterstock

คำว่า ฮารุกัส เป็นภาษาญี่ปุ่นโบราณ แปลว่า “ทำให้สว่าง ทำให้ชัดเจน” ตึกอาเบะโนะ ฮารุกัสเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น มีความสูงถึง 300 เมตร ตั้งอยู่บนสถานีรถไฟ Kintetsu Osaka Abenobashi ตรงข้ามกับสถานีรถไฟ JR Tennoji ภายในมีทั้งห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะ โรงแรมหรูระดับ 4.5 ดาว และที่พลาดไม่ได้คือจุดชมวิวฮารุกัส 300 ซึ่งอยู่ชั้น 58-60 ของตึก ชั้น 58 มีสวนพร้อมระเบียงไม้และคาเฟ่ที่น่าไปนั่งชมวิวสบายๆ ส่วนชั้น 60 ซึ่งเป็นไฮไลท์ของตึกนั้นมีผนังเป็นกระจกรอบด้าน ทำให้สามารถมองเห็นวิวโอซาก้ามุมสูงลิบลิ่วได้แบบ 360 องศา

ค่าเข้าชม
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง

8

ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน (Universal Studios Japan)

Rhythm of Journey - Osaka - Universal Studios Japan

ภาพจาก : Shutterstock

ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน หรือ USJ นั้น เป็นสวนสนุกในเครือ Universal Studios แห่งแรกในเอเชีย เปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในปี 2001 ปัจจุบันมีโซนที่น่าตื่นตาตื่นใจถึง 9 โซนตามธีมภาพยนตร์ชื่อดังต่างๆ ได้แก่ Hollywood, New York, Minion Park, San Francisco, Jurassic Park, Amity Village, Waterworld, Universal Wonderland และ The Wizarding World of Harry Potter ซึ่งโซนสุดท้ายนี้ถ้าใครเป็นแฟนคลับของนิยายและภาพยนตร์แฮร์รี พอตเตอร์ต้องห้ามพลาดเลย เพราะรับรองว่าเมื่อเข้าไปแล้วจะรู้สึกเหมือนได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกแห่งเวทมนตร์จริงๆ นอกจากนี้ควรเช็คตารางพาเหรดต่างๆ ไปด้วย เพื่อที่จะได้เตรียมตัวไปสนุกสนานกับการแสดงของตัวละครโปรดของคุณ

ค่าเข้าชม
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง

เกียวโต (Kyoto)

1

วัดคิโยะมิซุ หรือวัดน้ำใส (Kiyomizu-dera)

Rhythm of Journey - Kyoto - Kiyomizu-dera 1 Rhythm of Journey - Kyoto - Kiyomizu-dera 2

วัดน้ำใสได้ชื่อมาจากน้ำตกโอโตวะ (Otowa Waterfall) ซึ่งไหลผ่านวัด ที่นี่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 780 และเป็นจุดกำเนิดของนิกาย Kita Hosso ในปี ค.ศ. 1965 ส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุดของวัดคือระเบียงไม้ที่สร้างเลยมาจากโถงหลัก สูงกว่าพื้นดิน 13 เมตร ทำให้มองเห็นวิวต้นเมเปิ้ลและต้นซากุระรอบๆ ได้ไกล ทั้งโถงและระเบียงสร้างโดยไม่ใช้ตะปูแม่แต้ตัวเดียว ภายในมีรูปปั้นของพระแม่กวนอิน 11 พักตร์ 1,000 กร วัดน้ำใสได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์กร UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 ย่านรอบๆ วัดซึ่งชื่อว่าฮิกาชิยาม่า (Higashiyama) ก็เป็นย่านประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เหมาะไปเดินเพื่อซึมซับบรรยากาศเกียวโตเก่า

ค่าเข้าชม
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง

2

ป่าไผ่อาราชิยาม่า (Arashiyama Bamboo Grove)

Rhythm of Journey - Kyoto - Arashiyama Bamboo Grove

อาราชิยาม่าเป็นเขตทางชานเมืองทิศตะวันตกของเกียวโต และเป็นปลายทางการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยเฮอัน โดยเฉพาะในช่วงที่ดอกซากุระบานในฤดูใบไม้ผลิ และช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง ป่าไผ่ตั้งอยู่ใกล้กับสะพานโทเง็ตสึเคียว (Togetsukyo Bridge) ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของอาราชิยาม่า ป่าไผ่มีทางเดินตัดตรงกลางที่สามารถไปเดินเล่นหรือปั่นจักรยานได้ ยิ่งในเวลาที่ลมพัดอ่อนๆ ทำให้ต้นไผ่ขยับไปมาช้าๆ จะยิ่งสวยสุดๆ ทางเดินขึ้นเขานี้ไปถึงวิลล่าโอโคจิ ซันโซ (Okochi Sanso Villa) บ้านแบบญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นของโอโคชิ เด็นจิโร่ นักแสดงชื่อดัง สวนของบ้านนี้สวยงามมาก เหมาะที่จะแวะมาชม

ค่าเข้าชม
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง

3

รถไฟชมวิวซากาโน่ (Sagano Romantic Train)

Rhythm of Journey - Kyoto - Sagano Romantic Train

ภาพจาก : Shutterstock

รถไฟสายคลาสสิกนี้มีหลายชื่อ ทั้ง Sagano Scenic Railway, Sagano Romantic Train และ Sagano Torokko วิ่งระหว่างอาราชิยาม่าและคาเมโอกะ (Kameoka) เลียบแม่น้ำโฮซุกาว่า (Hozugawa River) มีทิวทัศน์สวยงามตลอดเส้นทางที่แล่นผ่านหุบเขาและบ้านเรือนในชนบท ยิ่งถ้าไปช่วงใบไม้เปลี่ยนสี วิวสองข้างทางจะยิ่งน่าประทับใจเป็นพิเศษ รถไฟใช้เวลาวิ่งรอบละประมาณ 25 นาที ระยะทาง 7.3 กิโลเมตร ในขบวนรถไฟมีตู้ 5 ตู้ ซึ่งตู้ที่ 1-4 เป็นแบบปิด มองวิวผ่านกระจกตามปกติ แต่ตู้ที่ 5 เป็นตู้เปิดโล่ง มีหลังคากระจกใส จึงได้รับความนิยมมากที่สุด

ค่าเข้าชม
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง

4

ศาลเจ้าเทพเจ้าจิ้งจอกอินาริ (Fushimi Inari Shrine)

Rhythm of Journey - Kyoto - Fushimi Inari Shrine 1 Rhythm of Journey - Kyoto - Fushimi Inari Shrine 2

ศาลเจ้าเทพเจ้าจิ้งจอกอินาริเป็นศาลเจ้าชินโตที่สำคัญ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเกียวโต โด่งดังจากประตูโทริอิ (Torii Gate) สีแดงนับพันที่เรียงรายเป็นทางเดินเข้าไปถึงในป่าของภูเขาอินาริ ศาลเจ้าโบราณนี้มีประวัติยาวนานตั้งแต่ก่อนการย้ายเมืองหลวงมาที่เกียวโตในปี ค.ศ. 794 ตระกูลฮาตะ (Hata clan) มอบศาลเจ้านี้ให้แก่เทพอินาริในศตวรรษที่ 8 เทพอินาริเป็นเทพเจ้าแห่งข้าวและสาเก และมีสุนัขจิ้งจอกเป็นสัตวประจำตัว ที่ศาลเจ้านี้จึงมีรูปปั้นจิ้งจอกจำนวนมากนั่นเอง ในบริเวณยังมีร้านขายซูชิอินาริและอูด้งจิ้งจอก (Kitsune Udon) ซึ่งมีเต้าหู้ทอดเป็นส่วนประกอบ เพราะว่ากันว่าจิ้งจอกชอบกินเต้าหู้ทอดนั่นเอง

ค่าเข้าชม
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง

5

วัดคินคะคุจิ (Kinkaku-ji)

Rhythm of Journey - Kyoto - Kinkaku-ji

วัดคินคะคุจิเป็นวัดเซนกลางน้ำที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเกียวโต นับเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของเกียวโตเลยก็ว่าได้ ชั้นบนสุดสองชั้นของวัดปิดด้วยแผ่นทองสีเหลืองอร่ามทั้งหมด เมื่อคราวสร้างเสร็จ อาคารนี้ใช้เป็นบ้านของอดีตโชกุน อาชิคากะ โยชิมิสุ (Ashikaga Yoshimitsu) และถูกเปลี่ยนเป็นวัดหลังท่านโชกุนเสียชีวิต วัดคินคะคุจิเคยถูกไฟไหม้หลายครั้ง ครั้งล่าสุดคือเมื่อปี ค.ศ. 1950 เนื่องจากถูกพระรูปหนึ่งเผา ตัวอาคารปัจจุบันสร้างในปี ค.ศ. 1955 สวนของวัดก็ได้รับการออกแบบอย่างสวยงามตามสไตล์ญี่ปุ่น น่าเดินเล่นมากๆ

ค่าเข้าชม
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง

นารา (Nara)

1

วัดโทไดจิ (Todai-ji)

Rhythm of Journey - Nara - Todai-ji 1 Rhythm of Journey - Nara - Todai-ji 2

ภาพจาก : Shutterstock

วัดโทไดจิเป็นหนึ่งในวัดที่โด่งดังและมีความสำคุญทางประวัติศาสตร์มากที่สุดในเมืองหลวงเก่าอย่างนารา วัดนี้สร้างในปี ค.ศ. 752 เพื่อเป็นศูนย์กลางของวัดทั่วทั้งญี่ปุ่น และมีอำนาจมากจนเมืองหลวงต้องย้ายจากนาราไปนากาโอกะ (Nagaoka) ในปี ค.ศ. 784 เพื่อลดอิทธิพลที่วัดมีต่อรัฐบาล ก่อนจะเดินถึงวัดจะต้องเดินผ่านประตูไม้นันไดมง (Nandaimon) ซึ่งมีรูปปั้นนิโอะ (Nio) ที่เฝ้ารักษาวัดอยู่ โถงหลักของวัดเป็นอาคารไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่อาคารหลังเก่ามีขนาดใหญ่กว่าหลังปัจจุบันถึง 1/3 เท่า นี่เป็นที่ประดิษฐานไดบุตสึ (Daibutsu) พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ที่มีความสูงถึง 15 เมตร เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นเลย เสาที่อยู่หลังพระพุทธรูปมีรูขนาดเท่ารูจมูกของพระพุทธรูป ว่ากันว่าเด็กคนไหนที่สามารถลอดผ่านรูนี้ได้จะได้ตรัสรู้ในชาติต่อไป

ค่าเข้าชม
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง

2

สวนสาธารณะนารา (Nara Park)

Rhythm of Journey - Nara - Nara Park

ภาพจาก : Shutterstock

สวนสาธารณะนารามีเนื้อที่ประมาณ 8 ตารางกิโลเมตร และเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญหลายแห่งของนารา เช่น วัดโทไดจิ วัดโคฟุคุจิ (Kofukuji Temple) ศาลเจ้าคาสุกะ (Kasuga Taisha) รวมถึงพิพิธภัณฑ์ต่างๆ แต่สิ่งที่คนทั่วไปจะนึกถึงมากที่สุดเมื่อพูดถึงสวนสาธารณะนาราคงจะเป็นกวางกว่า 1,200 ตัวที่อาศัยอยู่ในสวน มีตำนานว่าเมื่อปี ค.ศ. 768 เทพเจ้าองค์แรกของศาลเจ้าคาสุกะขี่กวางขาวเพื่อเดินทางมายังนารา ในอดีตกวางจึงถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ใครที่ฆ่ากวางถึงกับต้องโทษประหาร หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กวางเหล่านี้ถูกถอนสถานะศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังได้รับการคุ้มครองในนาราอยู่ นักท่องเที่ยวสามารถซื้อ “ชิกะ เซมเบ้” หรือข้าวเกรียบกวางเพื่อให้อาหารกวางกับมือได้

ค่าเข้าชม
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง

ร้านอาหารแนะนำ

Rhythm of Journey - Japan - Food

โอซาก้า

Ichiran Ramen
ราเมงข้อสอบชื่อดังจากฟุกุโอกะ ปัจจุบันมีสาขามากมายทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ คุณจะได้ “ทำข้อสอบ” เพื่อกำหนดรสชาติราเมงของตัวเอง เวลากินก็นั่งอยู่ที่โต๊ะที่กั้นแยกกับคนอื่นเป็นสัดส่วน ได้ดื่มด่ำกับรสชาติของราเมงอย่างเป็นส่วนตัวสุดๆ
Isomaru Suisan
ร้านอาหารทะเลที่การันตีคุณภาพความสดด้วยสาขาที่มีกว่าร้อยแห่ง มีทั้งอาหารทะเลดิบ ปิ้งย่าง และเมนูอาหารญี่ปุ่นมากมาย เมนูห้ามพลาดคือมันปูมิโสะที่เสิร์ฟมาในกระดองปูเลย

โกเบ

Steakland
ร้านสเต็กแสนอร่อยราคาไม่แพงมาก รับรองได้ว่าจับต้องกันได้ทุกคน ยิ่งถ้าสั่งเป็นเซ็ทอาหารกลางวันจะยิ่งคุ้มค่า ทุกมื้อจะมีเชฟฝีมือเยี่ยมมาปรุงอาหารให้ตรงหน้าเลย


 ติดตามเรื่องราวของบล็อกเกอร์คนอื่นๆ ได้ที่นี่