ทะเลสาบเดดซีนอกจากจะเป็นปลายทางในฝันของนักเดินทางทั่วโลกแล้ว ยังถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่น่าสนใจด้วย เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของทะเลสาบเดดซีที่ตั้งอยู่ในเขตประเทศจอร์แดน รัฐปาเลสไตน์ ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นประเทศที่แห้งแล้งและร้อนระอุที่สุดในประเทศแถบตะวันออกกลาง

แม้ว่าสภาพภูมิอากาศของประเทศจอร์แดนจะร้อนและแห้งแล้ง มีอุณหภูมิสูงสุดถึง 45 องศาเซลเซียสในช่วงฤดูร้อน แต่ก็ไม่สามารถกลบมนต์เสน่ห์ของทะเลสาบเดดซีได้เลย ช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการมาท่องเที่ยวในประเทศจอร์แดนคือช่วงเดือนเมษายนและเดือนตุลาคม เพราะจะเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาล ทำให้พอมีลมช่วยระบายลดความร้อนแรงของพระอาทิตย์ อากาศกำลังสบาย ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป เหมาะสำหรับการมาท่องเที่ยวที่สุด

การเดินทางไปยังทะเลสาบเดดซีก็ไม่ยาก เพียงแค่นั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปลงยังท่าอากาศยานนานชาติควีน อัลเลีย (Queen Alia International Airport) ใช้เวลาบินเพียง 8 – 9 ชั่วโมงก็ถึงประเทศจอร์แดนกันแล้ว หลังจากนั้นก็เดินทางต่อไปยังทะเลสาบเดดซี ทำได้หลายวิธีตั้งแต่การนั่งแท็กซี่ ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ 80 – 100 จอร์แดนดีนาร์ (JOD) หรือการเช่ารถขับไปเอง ซึ่งมีค่าบริการเช่าอยู่ที่ 12 – 18 JOD ต่อวัน ใช้เวลาเดินทางเพียง 1 ชั่วโมง 10 นาทีนิดๆ เราก็มาถึงทะเลสาบเดดซีกันแล้ว

ถ้าอยากจะใช้บริการท่องเที่ยวแบบวันเดย์ทริป ที่นี่ก็มีบริษัททัวร์คอยต้อนรับและให้บริการอยู่มากมายหลากหลายรูปแบบ สนนราคาตั้งแต่ 60 – 88 JOD ตามกิจกรรมที่เพื่อนๆ สนใจ กิจกรรมหลักๆ ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบเมื่อมาเยี่ยมเยือนทะเลสาบเดดซีนั้นก็มีมากมาย จะมีอะไรบ้าง ตามไปดูกัน

เที่ยวประชดร้อนที่ “ทะเลสาบเดดซี”


ล่องลอยอยู่บนผืนน้ำ ถ่ายรูปเก๋ๆ ลงโซเชียล

dead-sea-1

dead-sea-2

ภาพจาก : iStockPhoto

ทะเลสาบเดดซีขึ้นชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่เค็มที่สุดในโลก มีปริมาณเกลือสูงถึง 30 % ของปริมาณน้ำทั้งหมด เมื่อเทียบกับท้องทะเลทั่วไปอย่างอ่าวไทยบ้านเรานั้นมีปริมาณเกลืออยู่เพียง 3 % เท่านั้น ด้วยความหนาแน่นของเกลือนั่นเองที่ทำให้เราสามารถเอนกาย ทิ้งตัวล่องลอยอยู่บนผืนน้ำได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะฉะนั้นรีบหาท่าโพสเก๋ๆ เตรียมไว้ถ่ายรูปอัพลงโซเชียลรัวๆ ให้เพื่อนๆ พากันกรีดร้องด้วยความอิจฉาได้เลย

พอกโคลนจากทะเลสาบเดดซี เพื่อผิวพรรณสวยงามเลอค่า

dead-sea-3

dead-sea-4

ภาพจาก : iStockPhoto

อีกหนึ่งกิจกรรมที่พลาดไม่ได้เมื่อไปท่องเที่ยวที่ทะเลสาบเดดซีก็คือการพอกผิวทำสปาด้วยโคลน เนื่องจากทะเลสาบเดดซีเป็นแหล่งน้ำปิดทึบ ไม่มีทางไหลเข้า – ออก จึงอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินต่างๆ เข้มข้นกว่าแหล่งน้ำอื่นถึง 8 เท่า นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ต้องไม่พลาดพากันมาพอกผิว ทำสปาโคลน เพราะโคลนที่นี่ถือว่าเป็นโคลนที่ดีที่สุดในโลก ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด อีกทั้งทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ช่วยให้เรารู้สึกอ่อนเยาว์ มีกำลังวังชามากขึ้นแน่นอน

เดินเล่นถ่ายรูปเก๋ๆ ไม่ซ้ำใครที่แหลมอัลลิซาน

dead-sea-5

dead-sea-6

ภาพจาก : iStockPhoto

นอกจากการโพสท่าเก๋ๆ บนท้องน้ำและการพอกโคลนทำสปาจะเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมทำกันแล้ว ยังมีอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่พลาดไม่ได้เมื่อมาท่องเที่ยวทะเลสาบเดดซี นั่นก็คือการออกไปเดินถ่ายรูปบนแหลมอัลลิซาน (Al Lisan Peninsula) ซึ่งเป็นแผ่นดินที่ยื่นออกไปในท้องน้ำ แยกทะเลสาบเดดซีออกเป็น 2 ฝั่ง เมื่ออากาศร้อนจัด น้ำจากทะเลสาบที่ระเหยจะกลายเป็นผลึกเกลือสีขาวหนาแน่นดูฟูนุ่ม ตัดรับกับท้องฟ้าสีสวยใส เหมาะสุดๆ สำหรับการไปถ่ายรูปเล่น

การจะเข้าไปเที่ยวเล่นและใช้บริการทะเลสาบเดดซีได้นั้นจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเคร่งครัด โดยเราต้องเสียค่าเข้า (ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 20 JOD เป็นต้นไป) ให้กับโรงแรมหรือที่พักที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ริมทะเลสาบแห่งนี้ ทางที่ดีคือควรจองห้องพักเอาไว้เลย เพื่อที่เราจะได้ลงเล่นน้ำในทะเลสาบเดดซีได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม

พักที่ไหนดี?

นอกเหนือจากกิจกรรมโพสท่าถ่ายรูปและการทำสปาโคลนแล้ว ทะเลสาบเดดซียังมีสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆ ให้คุณได้ออกไปผจญภัยด้วย ตัวอย่างเช่น

1

Bethany Beyond Jordan

.Bethany-Beyond-Jordan-1

.Bethany-Beyond-Jordan-2

ภาพจาก : iStockPhoto

หมู่บ้านเบทธานีเป็นหนึ่งในโบราณสถานที่สำคัญที่สุดในศาสนาคริสต์ ว่ากันว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่พระเยซูคริสต์ได้ทำการชำระล้างร่างกายในแม่น้ำจอร์แดน ก่อนเดินทางข้ามไปสู่รัฐปาเลสไตน์ที่เชื่อมระหว่างประเทศจอร์แดนกับประเทศอิสราเอล การชำระล้างร่างกายของพระเยซูในครั้งนี้ถือเป็นต้นกำเนิดพิธีศีลจุ่มในปัจจุบันนั่นเอง ด้านในหมู่บ้านเบทธานีประกอบไปด้วยโบสถ์ 5 โบสถ์ที่สร้างขึ้นมาด้วยแรงศรัทธาที่มีต่อพระเยซู

💰 ค่าบริการ
เวลาเปิดบริการ

2

Memorial Church of Moses

2.Memorial-Church-of-Moses-1

2.Memorial-Church-of-Moses-2

ภาพจาก : iStockPhoto

Memorial Church of Moses เป็นอนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงวีรกรรมและความยิ่งใหญ่ของโมเสส วีรบุรุษที่พยายามต่อสู้เพื่อเรียกร้องอิสรภาพให้พี่น้องชาวยิวจากพ้นการกดขี่ของชนชาติอียิปต์ในสมัยนั้น Memorial Church of Moses ตั้งอยู่บนเขาเนโบ (Nebo Mountain) ซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดที่โมเสสนัดรวมพลชาวยิวทั้งหมดก่อนจะเดินทางอพยพหนีไปยังรัฐปาเลสไตน์

💰 ค่าบริการ
เวลาเปิดบริการ

3

Dead Sea Highway

3.Dead-Sea-Highway-1

3.Dead-Sea-Highway-2

ภาพจาก : iStockPhoto

ทางหลวงระหว่างการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ นี้ก็นับว่าเป็นหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจของประเทศจอร์แดน ความเวิ้งว้างสีแดงฉานของท้องทะเลทรายและภูเขาหินตัดรับกับเส้นถนนทางหลวงที่เรียบลื่นทอดยาว ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ สวยสะดุดตาจนคุณต้องร้องว้าวด้วยความประทับใจเลยทีเดียว

💰 ค่าบริการ
เวลาเปิดบริการ

4

Wadi Mujib

4.Wadi-Mujib-1

4.Wadi-Mujib-2

ภาพจาก :iStockPhoto

วาดิมูจิบ (Wadi Mujib) อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการผจญภัยเป็นอย่างยิ่ง ด้านในของวาดิมูจิบนั้นเป็นเส้นทางเดินเทร็คกิ้งลัดเลาะไปตามล่องน้ำที่เราจะได้พบกับความสวยงามของชะง่อนผาสีสันต่างๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ นับว่าเป็นอีกกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเลยจริงๆ

💰 ค่าบริการ
เวลาเปิดบริการ

จะเห็นได้ว่าทะเลสาบเดดซีและสถานที่ท่องเที่ยวโดยรอบนั้นมีความน่าสนใจ ควรค่าแก่การเดินทางมาเที่ยวสุดๆ และนอกเหนือจากทะเลสาบเดดซีแล้ว ประเทศจอร์แดน รัฐปาเลสไตน์ตลอดจนประเทศอื่นๆ ในแถบตะวันออกกลางก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่อัดแน่นไปด้วยอารยธรรมเก่าแก่ เช่น เมืองเพตรา เมืองคัปปาโกเดีย และเมืองโบราณอื่นๆ อีกมากมาย รอคอยให้เราได้ออกไปผจญภัย สำรวจความยิ่งใหญ่เข้มขลังด้วยตัวเอง