หากเอ่ยถึงหมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) หลายคนคงนึกถึงภาพหมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณหลังคาทรงสูง งดงามราวกับภาพในฝัน หมู่บ้านชาวนาเล็กๆ แห่งนี้ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีเยี่ยม และยังคงวิถีชีวิตในอดีตได้อย่างน่าทึ่ง ถ้าใครอยากสัมผัสความเป็นอยู่แบบดั้งเดิม ท่ามกลางบรรยากาศยุคเก่า เพิ่มชิราคาวาโกะไว้ใน wishlist ได้เลย

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ01

เครดิตรรูปภาพ : Ari Gunawan

หมู่บ้านชิราคาวาโกะเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2538 ตั้งอยู่ในจังหวัด Gifu ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาริมแม่น้ำ Shogawa ล้อมรอบด้วยทุ่งนาและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ มีบ้านโบราณทั้งหมด 114 หลัง ซึ่งบางหลังมีอายุมากกว่า 250 ปีเสียอีก

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ03

เครดิตรรูปภาพ : Shutterstock

ศิลปะการก่อสร้างหมู่บ้านชิราคาวาโกะนั้นถือเป็นสถาปัตยกรรมที่หาดูได้ยากและมีเอกลักษณ์อย่างมาก บ้านที่นี่ก่อสร้างแบบ Gassho-Zukuri นั่นคือ สร้างด้วยมือ มุงหลังคาด้วยฟางข้าวเป็นชั้นหนาโดยไม่ใช้ตะปู มีลักษณะลาดเอียง 60 องศา แลดูคล้ายการพนมมือ เพื่อให้ทนทานหิมะในฤดูหนาวซึ่งมักสูงถึง 1-2 เมตร บ้านทุกหลังจะหันหลังคารับแสงแดดเพื่อให้หิมะละลายได้เร็วที่สุด ซึ่งภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าเหล่านี้ ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างยิ่ง

สถานที่เที่ยวน่าสนใจในชิราคาวาโกะ

ความพิเศษของหมู่บ้านแห่งนี้อย่างหนึ่งคือ บ้านต่างๆ เป็นที่อยู่อาศัยจริงๆ ของชาวบ้าน ฉะนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนผู้อยู่อาศัยคนอื่น การเดินดูหมู่บ้านควรเดินเฉพาะในบริเวณที่ให้เข้าชมเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง Gassho Zukuri Minka-en

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง

เครดิตรรูปภาพ : Google Map

ที่จำลองแบบวิถีชีวิตดั้งเดิม ให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในอดีต มีการจัดแสดงเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์การเกษตรต่างๆ และงานฝีมือจากฟาง รวมทั้งคลาสสอนทำโซบะ และร้านโซบะอร่อยๆ (ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 500 เยน เด็ก 300 เยน)

บ้าน Wada-ke ของตระกูล Wada

เป็นบ้านแบบ Gassho ที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นประมาณตอนกลางถึงปลายยุคเอโดะ ภายในบ้านมีการเก็บข้าวของเครื่องใช้โบราณในสภาพดีเยี่ยม (ค่าเข้าผู้ใหญ่ 300 เยน เด็ก 150 เยน)

บ้าน Kanda-ke สร้างโดยลูกหลานตระกูล Wada

ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เช่นกัน เป็นบ้านแบบ Gassho ที่สร้างออกมาได้เนี้ยบ โดยเฉพาะรายละเอียดงานไม้ รวมถึงมีการออกแบบพื้นที่ห้องต่างๆ ได้อย่างซับซ้อน ชั้นบนของบ้านจะมองเห็นวิวสวยๆ ของหมู่บ้านได้อย่างดี (ค่าเข้าผู้ใหญ่ 300 เยน เด็ก 150 เยน)

จุดชมวิว Shiromaya View Point

จุดชมวิว Shiromaya

เครดิตรรูปภาพ : Google Map

ภาพมุมสูงวิวหมู่บ้านที่เราเห็นบ่อยๆ เป็นภาพที่ถ่ายจากจุดชมวิว Shiromaya View Point ลานเปิดโล่งซึ่งอยู่เลยจากตัวหมู่บ้านขึ้นไปบนเนินเขาไม่ไกล เห็นทิวทัศน์หมู่บ้านได้ครบถ้วนชัดเจน

แหล่งช้อปปิ้ง

ภายในบริเวณหมู่บ้านมีร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกหลายร้าน มีโซบะเป็นอาหารขึ้นชื่อ ส่วนของฝากน่าซื้อมีทั้ง โปสการ์ด ขนมท้องถิ่น และตุ๊กตา Sarabobo ตุ๊กตาไร้หน้า ซึ่งเชื่อว่าช่วยป้องกันภยันอันตรายและความเจ็บป่วย

สถานที่ห้ามพลาด

การเดินเที่ยวที่นี่ใช้เวลาราว 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าคุณรักการใช้ชีวิตช้าๆ และชื่นชอบประวัติศาสตร์เก่า ลองนอนพักผ่อนสักหนึ่งคืนและเดินเล่นต่ออีกวัน นอกจากภายในหมู่บ้าน ยังมีสถานที่เที่ยวอื่นๆ บริเวณใกล้เคียงเช่นบ่อน้ำร้อน Hirase และเขื่อน Miboro

ช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว
พักที่ไหนดี?
การเดินทาง
วีซ่า
ไม่ต้องขอวีซ่าก็สามารถพำนักในประเทศญี่ปุ่นได้ 15 วัน หากนานกว่า 15 วัน ต้องทำเรื่องขอวีซ่าแบบทั่วไปค่าใช้จ่ายประมาณ 880 บาท