ความงามของเมืองและวิวทิวทัศน์ของประเทศโครเอเชียนั้นเป็นที่ขึ้นชื่อในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีมรดกโลกอยู่หลายแห่ง ไม่ว่าใครต่างก็ยืนยันว่าโครเอเชียเป็นประเทศที่งดงามและควรค่าแก่การไปสัมผัสบรรยากาศริมทะเลเป็นที่สุด

โครเอเชียอยู่ที่ไหน?

croasia-1

ภาพจาก : iStockPhoto

ประเทศโครเอเชียหรือชื่อทางการว่าสาธารณรัฐโครเอเชีย (Croatia) ตั้งอยู่ระหว่างยุโรปกลาง ยุโรปใต้ และยุโรปตะวันออก ที่ได้รับสมญานามว่า “ดินแดนพระจันทร์เสี้ยว” มาจากรูปร่างของประเทศที่คล้ายกับพระจันทร์เสี้ยวหรือเกือกม้านั่นเอง

croasia-2

ภาพจาก : iStockPhoto

โครเอเชียมีอาณาเขตจรดทะเลทำให้ที่นี่มีแหล่งท่องเที่ยวติดทะเลมากมาย สภาพอากาศของที่นี่ค่อนข้างร้อนและแห้ง ส่วนหน้าหนาวก็ไม่ได้หนาวมากอย่างประเทศยุโรปตอนบน อาชีพหลักของคนที่นี่คือทำประมง หากเพื่อนๆ ได้มาเที่ยวโครเอเชียแล้วละก็อย่าลืมลิ้มลองอาหารทะเลสดๆ เพราะนอกจากบรรยากาศจะเลิศแล้ว อาหารทะเลของที่นี่เรียกได้ว่าเด็ดดวงไม่แพ้กัน ส่วนค่าเงินนั้นโครเอเชียใช้เงินสกุลคูนา โดย 1 ยูโรจะเท่ากับ 7.5 คูนา หรือ 5.19 บาทโดยประมาณ

ภาพจาก : iStockPhoto

อยากไปต้องทำอย่างไรบ้าง?

croasia-3

โครเอเชียมีสนามบินอยู่ 3 เมืองด้วยกัน คือ เมืองหลวงซาเกร็บ (Zagreb) เมืองสปลิต (Split) และเมืองดูโบรฟนิค (Dubrovnik) ตอนนี้ในเมืองไทยยังไม่มีสายการบินที่บินตรงไปยังสนามบินในโครเอเชีย แต่เพื่อนๆ สามารถเลือกเดินทางโดยสายการบินอื่นๆ เพื่อต่อเครื่องไปลงที่โครเอเชียได้ เช่น สายการบิน Austrian Airlines ที่จะแวะเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศเวียนนา ใช้เวลาในการบินเพียง 12 – 13 ชั่วโมง ซึ่งหากเทียบกับสายการบินอื่นแล้วถือว่าใช้ระยะเวลาสั้นที่สุดและสะดวกมากที่สุด เพราะมีไฟลท์บินมาไทยทุกวันวันละ 1 ไฟลท์ แต่ถ้าเพื่อนๆ ไม่ซีเรียสกับระยะเวลาในการเดินทางเท่าไร สายการบินอื่นๆ อย่าง Qatar Airways, Turkish Airlines หรือ Lufthansa ก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่แพ้กัน

ขั้นตอนการเตรียมวีซ่า

croasia-4

ภาพจาก : iStockPhoto

สำหรับการเตรียมวีซ่าเพื่อที่จะไปโครเอเชียนั้น เพื่อนๆ คนไหนที่มีวีซ่าเชงเก้น (Shengen Visa) แบบมัลติเพิล (Multiple) อยู่แล้วและยังไม่หมดอายุ สามารถเดินทางไปเที่ยวโครเอเชียได้เลยไม่มีปัญหา ส่วนเพื่อนๆ คนไหนที่ไม่มีไม่ต้องกังวลไป การขอวีซ่าเองไม่ยากเลย แต่อาจจะต้องใช้เวลาเตรียมตัวล่วงหน้าสักหน่อย เนื่องจากโครเอเชียยังไม่มีสถานทูตในประเทศไทย มีแต่สถานกงสุลเท่านั้น เพื่อนๆ ต้องโทรศัพท์ติดต่อกับกงสุลเองที่หมายเลขโทรศัพท์ 081-866-6855 เพื่อนัดตรวจเอกสาร เอกสารการขอวีซ่าต้องถูกส่งผ่านจากกงสุลในไทยไปยังสถานทูตโครเอเชียที่อินโดนีเซียก่อน แล้วจึงจะส่งพาสปอร์ตกลับมาที่ไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะใช้เวลาราว 2 อาทิตย์ ดังนั้นเพื่อนๆ ควรกะเวลาดำเนินการเอกสารต่างๆ ให้ดีก่อนจัดทริป ในส่วนของค่าธรรมเนียมวีซ่าประเภทท่องเที่ยวนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 2,433 บาท เสียค่าบริการให้กับบริษัท VFS ที่จะช่วยจัดการเรื่องรับเอกสารยื่นคำร้องขอวีซ่า 1,200 บาท และค่า Logistic fee อีก 1,600 บาทโดยประมาณ รวมแล้วประมาณ 5,300 บาท สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.vfsglobal.com

โครเอเชีย ดินแดนพระจันทร์เสี้ยวกับที่เที่ยวอันน่าหลงใหล


สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของโครเอเชีย

croasia-5

ภาพจาก : iStockPhoto

โครเอเชียเป็นประเทศที่มีสถานที่ที่เป็นมรดกโลกอยู่ถึง 10 แห่ง เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม 8 แห่ง และแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติอีก 2 แห่ง เรียกได้ว่าถ้าเพื่อนๆ ได้ไปเที่ยวประเทศนี้บอกเลยว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เพราะจะได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งไม่ใช่แค่วิวของเมืองริมทะเลเท่านั้น แต่ยังมีปราสาทเก่า เมืองเก่าที่งดงามอีกมากมายที่รอเพื่อนๆ ไปชมอีกเพียบ ซึ่ง Expedia เองก็ได้คัดมาให้เพื่อนๆ ได้ดูกันด้วยว่าสถานที่ท่องเที่ยวใดที่เพื่อนๆ ไม่ควรพลาดหากได้ไปเที่ยวโครเอเชีย

1

อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ (PlitviceLakes National Park)

1.อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่-PlitviceLakes-National-Park-1

1.อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่-PlitviceLakes-National-Park-2
1.อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่-PlitviceLakes-National-Park-3
ภาพจาก : iStockPhoto

เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในโครเอเชีย มีน้ำตก ป่าไม้ และทะเลสาบ โดยทะเลสาบซึ่งเป็นไฮไลท์ของที่นี่มีถึง 16 แห่งด้วยกัน สีของน้ำในทะเลสาบของอุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามฤดูกาล พื้นที่ และช่วงเวลาในแต่ละวัน มีตั้งแต่เขียวมรกตไปจนถึงสีฟ้า อีกหนึ่งจุดสำคัญที่เพื่อนๆ พลาดไม่ได้คือการเดินไปชมความงามของบิ๊กวอเตอร์ฟอลส์ (Big Waterfalls) น้ำตกใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของที่นี่ เพื่อนๆ คนไหนที่เบื่อการเดินชมความงามของทะเลสาบแล้วที่นี่เค้ามีบริการล่องเรือชมทะเลสาบโกมยาค (Kozjak) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในอุทยานอีกด้วยนะ ถ้าเพื่อนๆ ได้ไปเที่ยวที่นี่ละก็ จะไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสถานที่แห่งนี้ถึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก

💰 ค่าบริการ
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง
พักที่ไหนดี?
ช่วงเวลาการท่องเที่ยว
สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

2

มหาวิหารเซนต์เจมส์ (Cathedral of St. James)

2.มหาวิหารเซนต์เจมส์-Cathedral-of-St.-James-1

2.มหาวิหารเซนต์เจมส์-Cathedral-of-St.-James-2
2.มหาวิหารเซนต์เจมส์-Cathedral-of-St.-James-3
ภาพจาก : iStockPhoto

มหาวิหารนี้ตั้งอยู่ที่เมืองซีเบนิก (Sibenik) เป็นเมืองที่มีบรรยากาศริมทะเลตามแบบเมืองท่า มีคาเฟ่และร้านอาหารตั้งอยู่ริมทะเล ใครที่ชอบเดินชมวิวทะเล ตากแดดตากลมเย็นๆ เมืองนี้เหมาะมาก ซึ่งไฮไลท์ของเมืองนี้ก็คือมหาวิหารเซนต์เจมส์หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่ามหาวิหารเซนต์จาค็อบนั่นเอง โดยมหาวิหารแห่งนี้ใช้เวลาสร้างกว่าร้อยปีจึงจะแล้วเสร็จ เพราะรายละเอียดต่างๆ ในการสร้างมหาวิหารแห่งนี้มีเยอะมาก จุดเด่นของมหาวิหารนี้คือการสร้างด้วยหินทั้งหมด ไม่มีซีเมนต์ และไม่ใช้ตัวยึดใดๆ แต่ใช้เทคนิคการประสานเข้าด้วยกันแบบตัวต่อเลโก้ ซึ่งมหาวิหารแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะที่เปลี่ยนผ่านจากยุคกอธิคไปสู่ยุคเรอเนซองค์ที่ผสมผสานเข้ากันอย่างงดงาม จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ของโครเอเชียที่ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดย UNESCO

หลังจากที่เพื่อนๆ เที่ยวชมความงดงามของมหาวิหารเสร็จแล้ว ด้านนอกวิหารมีเมืองเก่าและตลาดให้เดินชมอีกด้วย โดยการเดินชมเมืองถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เพื่อนๆ พลาดไม่ได้ เพราะของที่ระลึกที่นักท่องเที่ยวส่วนมากได้ไปคือรูปถ่ายบรรยากาศเมืองเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์ของเมืองซีเบนิก (Sibenik) นี้เอง

💰 ค่าบริการ
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง
พักที่ไหนดี?
ช่วงเวลาการท่องเที่ยว
สามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล

3

พระราชวังของจักรพรรดิดิโอคลีเชียน (Palace of Diocletian)

3.พระราชวังของจักรพรรดิดิโอคลีเชียน-Palace-of-Diocletian-1

3.พระราชวังของจักรพรรดิดิโอคลีเชียน-Palace-of-Diocletian-2
3.พระราชวังของจักรพรรดิดิโอคลีเชียน-Palace-of-Diocletian-3
ภาพจาก : iStockPhoto

พระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองสปลิต (Split) เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศโครเอเชีย ที่ยังคงรักษาสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างพระราชวังของจักรพรรดิดิโอคลีเชียนอันเก่าแก่มีอายุเป็นพันๆ ปีไว้ได้อย่างสมบูรณ์ จักรพรรดิดิโอคลีเชียนเป็นบุคคลที่สามารถยุติเหตุการณ์อันไม่สงบที่สะสมมาเป็นเวลาหลายปีได้อย่างราบคาบ ทำให้บ้านเมืองสงบไร้ความวุ่นวาย โดยพระราชวังของจักรพรรดิดิโอคลีเชียนแห่งนี้สร้างขึ้นสำหรับประทับในช่วงบั้นปลายชีวิตของพระองค์ ใช้เวลาในการสร้างกว่า 10 ปี และความงดงามเก่าแก่ที่ยังสมบูรณ์นี้ทำให้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกจาก UNESCO ในปี 1979 อีกด้วย

นอกจากการชมความงดงามของพระราชวังแล้ว ใครที่ชื่นชอบการชมบรรยากาศเมืองเก่า ถ้ามีโอกาสได้มาเดินเล่นจะถูกใจเมืองสปลิตอย่างแน่นอน เพราะเป็นเมืองเก่าแก่ที่ยังมีคนอาศัยอยู่จริงๆ และยังคงรักษากลิ่นอายรวมถึงบรรยากาศความดั้งเดิมของเมืองไว้ได้อย่างสวยงาม

💰 ค่าบริการ
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง
พักที่ไหนดี?
ช่วงเวลาการท่องเที่ยว
สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยบรรยากาศของเมืองในแต่ละฤดูจะแตกต่างกันออกไป

4

เมืองเก่าโทรเกียร์ (Trogir)

4.เมืองเก่าโทรเกียร์-Trogir-1

4.เมืองเก่าโทรเกียร์-Trogir-2
4.เมืองเก่าโทรเกียร์-Trogir-3
ภาพจาก : iStockPhoto

เมืองโทรเกียร์เป็นเมืองที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นเมืองมรดกโลกจาก UNESCO ตั้งแต่ปี 1997 เพราะเอกลักษณ์ของอาคารบ้านเรือนที่ถูกสร้างด้วยอิฐเก่า และมีผังเมืองตามแบบฉบับกรีก – โรมัน เป็นเมืองเก่าที่ยังคงอนุรักษ์สถาปัตยกรรมในอดีตต่างๆ เช่น ป้อมปราการหรือกำแพงเมืองเอาไว้ได้ เมืองนี้แปลกและน่าสนใจตั้งแต่ทำเลที่ตั้ง เพราะเมืองโทรเกียร์เป็นเมืองเกาะเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ห่างจากฝั่งเพียงเดินข้ามสะพานแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น นอกจากนั้นเพื่อนๆ ยังสามารถเดินเล่นรอบเกาะชมทิวทัศน์ของโบสถ์ กำแพงเมือง หรือเดินเล่นในตลาดได้อย่างสบายๆ เพราะเกาะมีขนาดไม่ใหญ่มาก ไม่เพียงเท่านั้นเมืองโทรเกียร์ยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองสปลิตอีกด้วย ถ้าเที่ยวเมืองสปลิตเสร็จแล้ว เพื่อนๆ คนไหนที่อยากสัมผัสบรรยากาศริมทะเลบนเกาะเล็กๆ น่ารักๆ ที่นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ห้ามพลาด

💰 ค่าบริการ
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง
พักที่ไหนดี?
ช่วงเวลาการท่องเที่ยว
ช่วงฤดูร้อน เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม

4

เมืองเก่าดูโบรฟนิค (Dubrovnik)

5.เมืองเก่าดูโบรฟนิค-Dubrovnik-1

5.เมืองเก่าดูโบรฟนิค-Dubrovnik-2
5.เมืองเก่าดูโบรฟนิค-Dubrovnik-3
ภาพจาก : iStockPhoto

เมืองดูโบรฟนิคหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ไข่มุกแห่งทะเลเอเดรียติก” เป็นเมืองเก่าซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศโครเอเชียที่ยังคงรักษาสถาปัตยกรรมเก่าเอาไว้ ทำให้ทิวทัศน์ของเมืองนี้มีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยเหตุนี้เมืองดูโบรฟนิคจึงกลายเป็นสถานที่ถ่ายทำหลักที่ใช้ในการถ่ายทำซีรีส์ชื่อดังอย่าง Game of Thrones หากเพื่อนๆ คนไหนที่เป็นแฟนภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเลยว่าห้ามพลาดการตามรอยภาพยนตร์ที่เมืองแห่งนี้เด็ดขาด เพราะสถานที่จริงสวยไม่แพ้ที่เห็นบนจอเลย แลนด์มาร์คหลักๆ ของเมืองก็มีทั้งอาคารศาลาว่าการประจำเมือง (City Hall) หอระฆัง (Bell Tower) โรแลนด์ คอลัมน์ (Roland’s Column) และมีลานน้ำพุมินิโอโนฟริโอ (Grand Fountain of Onofrio) รวมถึงพระราชวังอีกสองแห่ง นั่นก็คือ พระราชวังสปอนซา (Sponza Palace) และพระราชวังเรคเตอร์ส (Rector’s Palace) ให้ได้ไปเที่ยวอีกด้วย

💰 ค่าบริการ
เวลาเปิดบริการ
การเดินทาง
พักที่ไหนดี?
ช่วงเวลาการท่องเที่ยว
สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี