โดย: Edina Dizdarevic –

ฉันเป็นชาวบอสเนีย ฉันเคยใช้ชีวิตอยู่ในช่วงสงครามบอสเนียเป็นเวลาประมาณ 7 เดือน และเมื่อไม่นานมานี้ ฉันกลับต้องติดอยู่ที่สนามบินอิสตันบูลในระหว่างที่เกิดการรัฐประหารขึ้นในประเทศ เหตุการณ์นั้นยังคงเป็นภาพที่น่าหวาดกลัว ฉันเห็นผู้คนกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกและวิ่งกันอลหม่านมาตามสนามบินในขณะที่ฉันกำลังอุ้มคาล ลูกชายวัย 23 เดือนของตนเองไว้แนบชิด ไม่มีใครรู้ว่าต้องทำอย่างไร

เอาตัวรอดจากการโจมตีสนามบินอิสตันบูล

พวกเราเดินทางมาจากซาราเยโว มาถึงสนามบินอิสตันบูลหลังเที่ยงคืนของวันที่ 16 มิถุนายน โทรศัพท์ร้อนฉ่าด้วยข้อความเข้ามามากมายเกี่ยวกับการรัฐประหารและการปิดสนามบินอิสตันบูล“การดำเนินขั้นตอนสำหรับการแวะพักเครื่องได้แสดงให้เห็นแล้วว่า เหตุการณ์ไม่ปกติ เจ้าหน้าที่ของสนามบินดูสุขุมแต่พวกเขาก็พยายามเร่งให้ผู้คนเดินผ่านไปโดยเร็ว” ใจของฉันตกไปแทบตาตุ่มยามที่จ้องมองดูลูกน้อยกำลังหลับใหล ความฝันทั้งมวลที่จะพาเขาเดินทางกลับสู่กัวลาลัมเปอร์อย่างสะดวกสบายมลายหายไปหมด การดำเนินขั้นตอนสำหรับการแวะพักเครื่องได้แสดงให้เห็นแล้วว่า เหตุการณ์ไม่ปกติ เจ้าหน้าที่ของสนามบินดูสุขุมแต่พวกเขาก็พยายามเร่งให้ผู้คนเดินผ่านไปโดยเร็ว ในขณะเดียวกัน ความละเอียดรอบคอบเป็นพิเศษก็มีแต่จะยิ่งทวีความตื่นตระหนกของทุกคนให้เพิ่มมากขึ้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจความปลอดภัยตามขั้นตอนปกติ จากนั้นก็ขอให้ฉันนำคาลออกจากเป้อุ้มเด็กเพื่อตรวจดูร่างเล็กๆ ของเขา ต้องขอบคุณที่เจ้าหน้าที่คนนั้นยังคงส่งยิ้มให้แก่เจ้าตัวน้อย และฉันก็ได้แต่พูดปลอบใจตัวเองว่าทุกอย่างจะต้องผ่านพ้นไปด้วยดี

ยกเลิกทุกเที่ยวบิน

แต่ทันทีที่ฉันก้าวเข้าสู่บริเวณรอต่อเครื่องและมองเห็นบอร์ดประกาศขนาดมหึมากำลังกะพริบข้อความว่า ‘ยกเลิกเที่ยวบิน’ ทุกเที่ยวบิน“เมื่อยกเลิกเที่ยวบินทุกเที่ยวบิน ฉันจึงได้ซื้อนม 4 ขวดสำหรับลูกน้อย น้ำ 3 ขวด และครัวซองต์ 10 ชิ้น สิ่งจำเป็นพื้นฐานอย่างน้ำและอาหารที่จะไม่เสียง่ายๆ” ฉันก็รู้ได้เลยว่าเหตุการณ์ท่าจะไม่ดีเสียแล้ว ดังนั้น ฉันจึงได้ทำในสิ่งที่ใครก็ตามที่เคยใช้ชีวิตในระหว่างสงครามมักจะทำกัน นั่นคือ มุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟ ซื้อนม 4 ขวดสำหรับลูกน้อย น้ำ 3 ขวด และครัวซองต์ 10 ชิ้น สิ่งจำเป็นพื้นฐานอย่างน้ำและอาหารที่จะไม่เสียง่ายๆ เป็นของที่ต้องมีไว้ ต่อมาไม่นาน ความตื่นตระหนกทำให้ผู้คนเริ่มเบียดเสียดและผลักกันเพื่อแย่งซื้อของสิ่งเดียวกัน และเมื่อเจ้าของร้านและเจ้าหน้าที่สนามบินลดจำนวนน้อยลงในอีก 30 นาทีถัดมา ผู้คนก็พากันแย่งหยิบเครื่องดื่มจากชั้นของร้านกาแฟแล้วเดินออกไปโดยไม่จ่ายเงิน

เกิดความอลหม่าน

เมื่อแยกตัวออกมาจากฝูงชนได้แล้ว ฉันจึงเข้าไปในห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก และทันทีที่เปลี่ยนเสร็จ ผู้หญิงคนหนึ่งที่ตื่นตระหนกก็เริ่มต้นกรีดร้องสุดเสียง ในไม่ช้า คนอื่นๆ ก็ร่วมแผดเสียงไปกับเธอ ฉันจึงคว้าตัวคาลมาและหลบเข้าไปล็อกตัวอยู่ในห้องน้ำห้องหนึ่ง สิบนาทีต่อมา ทุกอย่างดูเหมือนจะสงบลงอีกครั้ง เราออกมาข้างนอกและบรรดาผู้โดยสารคนอื่นๆ ต่างบอกกับเราว่า กองทัพพร้อมอาวุธปืนพร้อมมือได้เข้ามาภายในสนามบินแล้ว ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุให้เกิดความอลหม่านขึ้นในรอบแรก

 

ฉันตัดสินใจที่จะอยู่ในบริเวณใกล้กับห้องน้ำสักครู่หนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์อะไรมาเพิ่มอีก“ฉันเอาลูกน้อยใส่ไว้ในเป้อุ้มเด็กแนบอยู่กับตัวด้านหน้า และนำสิ่งของจำเป็นทั้งหมด อย่างหนังสือเดินทาง เงิน อาหาร น้ำ นม และผ้าอ้อมใส่ไว้ในเป้สะพายหลัง” แต่แทบจะไม่ถึง 10 นาทีต่อมา ก็มีเสียงอึกทึกของบรรดาผู้คนที่กรีดร้องและตื่นตกใจหลั่งไหลมาใกล้กับตำแหน่งของพวกเรา ฉันจึงวิ่งกลับเข้าไปแอบในห้องน้ำ พยายามทำให้เหมือนกับว่าเรากำลังเล่นเกมเพื่อให้ลูกชายไม่ตื่นตระหนก แต่ในขณะเดียวกันก็อดคิดไม่ได้ว่าเหตุการณ์มันเลวร้ายจริงๆ คราวนี้ ฉันเอาตัวลูกน้อยใส่ไว้ในเป้อุ้มเด็กให้แนบอยู่กับตัวด้านหน้า และนำสิ่งของจำเป็นทั้งหมดของเราสองคน อย่างหนังสือเดินทาง เงิน อาหาร น้ำ นม และผ้าอ้อมใส่ไว้ในเป้สะพายหลังโดยใส่หนังสือ ของเล่น เสื้อผ้า และผ้าห่มเอาไว้ในกระเป๋าล้อลาก เผื่อว่าหากจำเป็นต้องวิ่ง ก็จะทิ้งกระเป๋าลากไป

ควรอยู่ห่างจากกลุ่มคนที่ตื่นตระหนก

เมื่อฉันออกมาข้างนอก ฉันมองหากลุ่มผู้คนที่ดูสงบมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ และเดินเข้าไปหานักเดินทางชาวฝรั่งเศสหกคนซึ่งปรากฏว่าพวกเขาก็กำลังเดินทางไปกัวลาลัมเปอร์เช่นเดียวกัน เราได้รับรู้ข่าวว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้นจากสถานทูตของพวกเขาและยังได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ อย่างเช่น ควรอยู่ห่างจากกลุ่มคนที่ตื่นตระหนก รวมทั้งฝูงคนขนาดใหญ่ และเก็บโทรศัพท์ของเราไว้ในที่ปลอดภัย เพราะสถานการณ์เช่นนั้นไม่มีเวลาให้เราถ่ายภาพเซลฟี่หรืออัพเดทภาพลง Instagram

 

ฉันเลือกเข้าไปอยู่ในเลาจน์รับรองผู้โดยสารที่ว่าง ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นเลาจน์ที่อยู่แถวเกท 207 ฉันทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นที่ว่างระหว่างผนังกับแถวเก้าอี้ ต่อมาเจ้าหน้าที่กลุ่มใหญ่ก็เริ่มรวมตัวกันที่บริเวณรอบๆ สนามบิน เดินขบวนไปรอบๆ และทวีจำนวนขยายวงกว้างขึ้น มีการยิงปืนเกิดขึ้นในที่ใดสักแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจนเกินไป ทำให้พวกเราหลบเข้าไปในช่องว่างระหว่างผนังกับที่นั่งลึกเข้าไปอีก และแล้วเราก็ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่กลุ่มนั้นเดินขบวนผ่านสนามบินไป และในที่สุดเสียงทุกอย่างก็เงียบสงบลงไป

สนามบินอิสตันบูล

ต้องพร้อมตลอดเวลา

กลุ่มชาวฝรั่งเศสที่แสนดีกลุ่มนี้ให้คาลและฉันอยู่รวมกลุ่มกับพวกเขาตลอด 13 ชั่วโมง พวกเขาช่วยกันดูแลให้เราได้รับความสะดวกสบาย“ฉันปฏิเสธที่จะวางลูกชายหรือกระเป๋าเป้ที่บรรจุสิ่งของจำเป็นลง ฉันเคยอยู่ท่ามกลางสงครามมาก่อน ทุกอย่างมักจะเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว บ่อยครั้งที่คุณไม่มีเวลาคิดเตรียมการใดๆ นอกจากออกวิ่งอย่างเดียว” คอยเฝ้าของให้เราเวลาที่ฉันพาคาลไปเปลี่ยนผ้าอ้อม แบ่งน้ำและคุกกี้ให้ประทังหิว (ไม่มีอาหารอย่างอื่นเหลือแล้ว) พวกเขายังคะยั้นคะยอให้ฉันนั่งบนเก้าอี้ตลอดหกชั่วโมงที่เสียงปืนและระเบิดดังกึกก้องเป็นระยะๆ เพราะฉันปฏิเสธที่จะวางลูกชายหรือกระเป๋าเป้ที่บรรจุสิ่งของจำเป็นลง เนื่องจากฉันเคยอยู่ท่ามกลางสงครามและเสียงปืนมาก่อน ทุกอย่างมักจะเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว บ่อยครั้งที่คุณไม่มีเวลาคิดเตรียมการใดๆ นอกจากออกวิ่งอย่างเดียว ไม่มีเวลาแม้แต่จะหยิบกระเป๋าขึ้นสะพาย หรือไล่จับลูกที่เดินเตาะแตะอยู่ ฉันจึงยอมอุ้มลูกที่หนักกว่า 12 กก. ไว้ที่ด้านหน้า และสะพายเป้หนัก 7 กก. ไว้บนหลังตลอดหกชั่วโมง อันที่จริงความหวาดกลัวทำให้อะดรีนาลีนเพิ่มขึ้น และฉันก็แทบจะไม่รู้สึกถึงน้ำหนักที่แบกไว้เลย ฉันได้แต่คิดว่านี่เป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับตัวฉัน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเหตุการณ์อะไรแบบนี้จะเกิดขึ้นกับฉันอีกครั้งหลังจากเหตุการณ์ในบอสเนีย ขณะเดียวกัน ฉันก็พะวงกับเสบียงที่เหลืออยู่ ฉันนั่งคำนวณว่าเสบียงที่มีอยู่จะเพียงพอให้ลูกกินได้อีกนานแค่ไหน อาจไม่ถึง 24 ชั่วโมง แล้วก็ได้แต่หวังว่าเหตุการณ์คงจะสงบแล้วก่อนที่เสบียงจะหมด

เอฟ-16

กลุ่มชาวฝรั่งเศสเดินไปรวมตัวกันที่ร้านอาหารบนชั้นหนึ่งและฉันก็ไปกับพวกเขา พวกเราได้รับข้อความจากทางบ้านที่บอกว่าข่าวได้รายงานว่าเหตุการณ์ได้ยุติลงแล้ว“ผู้คนแตกตื่นโกลาหลเพราะคิดว่าอาจเกิดการโจมตีทางอากาศจึงไปเบียดเสียดรวมกันอยู่ภายในห้องน้ำ ฉันรั้งกลุ่มของฉันไว้เพราะห้องน้ำก็ดูไม่ต่างอะไรกับกับดักมนุษย์”และสถานการณ์น่าจะกลับมาปกติในอีกสองสามชั่วโมง แต่ไม่ทันไร ก็มีเสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้นที่ไหนสักแห่งไม่ไกล ผู้คนพากันหวาดกลัวและตื่นตระหนกขึ้นอีกรอบ เราก้มตัวลงกับพื้น แล้วเราก็ได้ยินเสียงบรรดาเครื่องบินเอฟ-16 ดังกระหึ่มเพราะคงบินระดับที่ต่ำมากเหนือสนามบิน ผู้คนยิ่งแตกตื่นโกลาหลเพราะคิดว่าอาจเกิดการโจมตีทางอากาศจึงไปเบียดเสียดรวมกันอยู่ภายในห้องน้ำจนแทบจะไม่มีอากาศให้หายใจ ฉันรั้งกลุ่มของฉันไม่ให้ไปอัดอยู่ในห้องน้ำ จริงๆ แล้ว การโจมตีทางอากาศมีเสียงดังกว่านี้มาก ฉันเคยอยู่ใกล้กับเหตุการณ์แบบนั้นมาแล้ว อาคารและหน้าต่างจะต้องสั่นสะเทือนแม้ว่าเป้าหมายที่ถูกหย่อนระเบิดจะอยู่ห่างไกลออกไปหลายกิโลเมตร นอกจากนี้ ห้องน้ำก็ดูไม่ต่างอะไรกับกับดักมนุษย์ เพราะผู้คนต่างก็พยายามซ่อนตัวอยู่บริเวณภายในจนแออัดยัดเยียดไปหมด

กลุ่มของเราจึงไม่เข้าไปรวมอยู่ในห้องน้ำนั้น พวกเราดันโต๊ะกาแฟขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้มาต่อไว้ด้วยกันและเข้าไปหลบข้างใต้เพื่อเป็นที่กำบังตัวจากซากปรักหักพังหากสนามบินต้องถูกระเบิดลงจริง บางคนร่ำไห้ บางคนสวดมนต์ โชคดีเหลือเกินที่ลูกชายของฉันหลับตลอดสี่ชั่วโมงบนอ้อมอกของฉัน

เช้าวันใหม่กับความสงบ

เวลาประมาณ 5:30 น. ทุกสิ่งทุกอย่างก็สงบลง และค่ำคืนนั้นตกอยู่ในความเงียบ ดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้นและส่องแสงเรืองรองเป็นฉากหลังของเครื่องบินสีขาวนับสิบลำที่จอดเรียงรายบนลานบิน ไม่ว่าจะมองไปตรงไหน ชวนให้รู้สึกเหมือนว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา มีหิมะตกหนักจนทำให้ออกบินไม่ได้เท่านั้นเอง

หลังจากค่ำคืนแห่งความโกลาหลและเที่ยวบินที่ล่าช้าไปประมาณ 12 ชั่วโมง เราไม่ได้รับการยืนยันใดๆ ว่าเครื่องบินจะออกเดินทางกี่โมงจนกระทั่งเครื่องบินออกบินได้จริงๆ เมื่อเครื่องบินบินขึ้น ความเงียบเข้าครอบคลุมไปทั้งลำ แม้แต่ผู้โดยสารเด็กๆ ก็ยังไม่ส่งเสียงร้องใดๆ เป็นบรรยากาศแห่งความเงียบงันของความอ่อนล้าและความตกใจตะลึงกับเหตุการณ์ผสมกันไป


เดินทางอย่างมีความพร้อม

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สถานการณ์โลกตอนนี้ไม่สงบเท่าไหร่นัก แต่การจะไม่ออกเดินทางไปไหนเลยก็ใช่ว่าจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง อย่างน้อยก็ไม่ใช่สำหรับตัวฉัน บางคนจำต้องเดินทางเพื่อหน้าที่การงาน และว่ากันตามจริงแล้ว เราไม่ควรให้ความกลัวมารั้งพวกเราเอาไว้ในการเลือกที่จะทำหรือไม่ทำอะไร และการเดินทางยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น และเติมเต็มความเป็นคนในตัวเราให้มากกว่าเดิม ทั้งยังหล่อหลอมให้เราเป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น มีปฏิภาณไหวพริบในการแก้ไขสถานการณ์ และเป็นคนที่มีอะไรๆ น่าสนใจยิ่งขึ้น สำหรับสถานการณ์ที่เป็นไปในโลกตอนนี้ สิ่งที่เราพอจะทำได้ คือเตรียมตัวให้พร้อม มีแนวทางรับมือ และมีความรู้พื้นฐานเตรียมพร้อมไว้เผื่อเราต้องตกอยู่ในพื้นที่หรือสถานการณ์อันตราย และนี่คือขั้นตอนปฏิบัติที่จำเป็นที่สุดที่ฉันรวบรวมมาให้กับคุณทุกคน

1) ก่อนจะออกเดินทาง เตรียมหมายเลขโทรศัพท์ของสถานทูตของคุณที่อยู่ในทุกๆ ประเทศที่คุณวางแผนจะไปเยือนเอาไว้

2) อัพโหลดสำเนาเอกสารทั้งหมดของคุณไว้บนระบบจัดเก็บแบบคลาวด์ (Dropbox, Google Drive เป็นต้น)

3) หากคุณอยู่ในระหว่างการเดินทาง แต่ตกไปอยู่ในเหตุการณ์หรือพื้นที่ที่มีการโจมตี ให้มองหาจุดที่ปลอดภัยเป็นอันดับแรก จากนั้นมองหาเสบียงอาหารและเครื่องดื่มที่สามารถพกพาได้ให้เพียงพอสำหรับ 12 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

4) แม้ใครๆ ก็บอกว่าไม่ควรพกเงินสดติดตัวเป็นจำนวนมากระหว่างเดินทาง แต่ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว และฉันกลับรู้สึกไม่ปลอดภัยมากกว่าหากมีเงินไม่พอซื้อตั๋วเดินทางกลับบ้านหรือเดินทางไปที่อื่นด้วยสายการบินใหม่หากเกิดเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้ควรพกเงินเผื่อต้องจองโรงแรมสัก 2-3 คืนด้วยเช่นกัน ดังนั้น หากทำได้ ให้พกเงินสดติดตัวไว้ให้มากพอ เพราะในสถานการณ์ที่ร้ายแรงมาก ระบบบัตรเครดิตอาจจะล่มและใช้การไม่ได้

5) ควรมองหากลุ่มคนที่อยู่ในความสงบและไม่แตกตื่นและเกาะกลุ่มรวมตัวกันไว้ ยิ่งรวมกันยิ่งปลอดภัยเพราะคุณจะมีเพื่อนช่วยคิดและคอยดูแลซึ่งกันและกัน

6) ไม่ควรถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอขั้นตอนดำเนินการใดๆ ในเหตุการณ์ไม่สงบ เพราะนั่นจะนำปัญหามากมายมาให้กับคุณ

7) หากคุณเดินทางพร้อมกับเด็กทารก ควรหาอุปกรณ์ที่ช่วยอุ้มลูกของคุณไว้กับลำตัว เพราะนี่เป็นวิธีที่สะดวกและง่ายที่สุดที่จะช่วยให้เด็กมีความปลอดภัยอยู่ข้างๆ ตัวคุณ นอกจากนั้นคุณก็จะมีมือว่าง 2 มือสำหรับทำสิ่งอื่นๆ ได้

8) เช่นเดียวกับเหตุผลข้างต้น ควรเตรียมเป้สะพายหลังสักใบเมื่อเดินทาง ฉันมักจะเดินทางโดยมีกระเป๋าล้อลากเพียงใบเดียวอยู่ตลอด แต่โชคดีจริงๆ ที่ทริปนี้ฉันนำเป้สะพายหลังไปด้วย เชื่อเถอะ คุณไม่สามารถวิ่งไปพร้อมๆ กับลากกระเป๋าเดินทางไปด้วยได้หรอก

9) เตรียมแบตเตอรี่สำรองสำหรับชาร์จมือถือไปด้วยสักอันสองอัน โทรศัพท์ของคุณจะเป็นเสมือนสายต่อชีวิต ให้คุณสามารถติดต่อกับครอบครัวและแหล่งข้อมูลต่างๆ ใครจะรู้คุณอาจหาที่ชาร์จโทรศัพท์ไม่ได้ไปพักใหญ่ๆ ก็เป็นได้

10) พยายามครองสติและอยู่ในความสงบให้มากที่สุด พึงระลึกไว้ว่าคุณไม่ได้เป็นเป้าหมายของใคร ดังนั้น ตราบใดที่คุณค้นพบที่กำบังที่อยู่ใกล้มากที่สุดได้ แค่นี้ก็ดีพอแล้ว

และเมื่อเตรียมพร้อมในเรื่องนี้แล้ว ขอให้สนุกกับการเดินทางในทุกที่ที่คุณไป! ฉันคนหนึ่งละ ที่ยังสนุกกับการเดินทางไปที่ต่างๆ อย่างแน่นอน


ขอบคุณผู้เล่าประสบการณ์

Edina Dizdarevic

About Edina Dizdarevic

Edina is a Bosnian working in Kuala Lumpur as the mother of Khal. She pays for his whims by being the founder and chief loudmouth at SWOT Communications consultancy by day while dreaming of the next strange travel destination by night.