ด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงามและทัศนียภาพชวนฝันที่เลื่องลือไปทั่วโลกของประเทศนอร์เวย์ รวมถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาดูไม่ได้ในแถบอื่น ทำให้นักท่องเที่ยวมากมายเดินทางมาเยือนประเทศนอร์เวย์และประเทศในแถบสแกนดิเนเวียอย่างไม่ขาดสาย Expedia เลยจะพาทุกท่านไปรู้จักดินแดนที่น่าไปเยือนแห่งนี้กัน

ขึ้นเขา-ชมน้ำตก-ส่องพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่นอร์เวย์

ภาพจาก: istockphoto

นอร์เวย์เป็นประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย เป็นที่รู้จักกันดีสำหรับผู้ที่สนใจตามล่าหาความสวยงามของธรรมชาติอย่างแสงเหนือหรือออโรร่าที่พาดผ่านท้องฟ้าในยามค่ำคืนอย่างสวยงาม จนถูกบันทึกให้เป็นอีกจุดหมายปลายทางในฝันของใครหลายคนว่าก่อนตายต้องมาเห็นกับตาตัวเองให้ได้สักครั้ง แต่ปรากฏการณ์แสงเหนือนี้จะพบเห็นได้ก็ต้องอาศัยดวงด้วย บางคนอาจต้องมาเฝ้ารอโอกาสเหมาะนานหลายวันจึงจะเห็น ทว่านอร์เวย์ไม่ได้มีดีแค่แสงเหนือเท่านั้น เพราะธรรมชาติยังนำพาปรากฏการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจมาให้ประเทศแห่งนี้อีกอย่างหนึ่ง แถมยังไม่ต้องมานั่งลุ้นด้วยว่าจะได้เห็นหรือไม่ เพราะถ้าไปถูกช่วงยังไงก็ต้องได้เจอแน่ๆ ปรากฏการณ์ที่ว่าก็คือพระอาทิตย์เที่ยงคืน (The Midnight Sun)

ขึ้นเขา-ชมน้ำตก-ส่องพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่นอร์เวย์

ภาพจาก: istockphoto

ดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน คือ ดินแดนที่ถูกแสงแดดสาดส่องตลอดทั้งวันทั้งคืน อันเกิดจากโลกหมุนรอบตัวเองพร้อมกับโคจรรอบดวงอาทิตย์โดยหมุนเอาแกนขั้วโลกเหนือและใต้หันเข้าหาดวงอาทิตย์ ทำให้ประเทศที่อยู่ในแถบขั้วโลกเหนือหรือใต้ที่หันเข้าหาดาวฤกษ์ยักษ์ได้รับแสงสว่างและความร้อนตลอด 24 ชั่วโมงติดต่อกันนานนับเดือน เหตุการณ์นี้ทำให้เราเห็นดวงอาทิตย์โผล่อยู่เหนือขอบฟ้าในช่วงกลางวันและลดต่ำลงไปเรื่อยๆ ในตอนเย็น แต่จะไม่ลับขอบฟ้าลงไปซะทีเดียว ก่อนที่จะกลับขึ้นสูงอีกครั้งในตอนเที่ยงคืน ส่วนขั้วโลกอีกด้านที่อยู่ตรงข้ามดวงอาทิตย์ก็จะมืดมิดตลอด 24 ชั่วโมงนานนับเดือนเช่นกัน

ขึ้นเขา-ชมน้ำตก-ส่องพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่นอร์เวย์-9

ภาพจาก: istockphoto

ปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืนนี้ จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของดินแดนที่อยู่เหนือเส้น Arctic Circle หรือประมาณเส้นละติจูดที่ 66 องศาเหนือ ซึ่งก็ได้แก่ อะแลสกา แคนาดา กรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ สวีเดน ฟินแลนด์ และนอร์เวย์ รวมถึงบางพื้นที่ของรัสเซียก็มองเห็นปรากฏการณ์นี้ได้เช่นกัน และในประเทศนอร์เวย์นั้นจุดที่เห็นพระอาทิตย์เที่ยงคืนได้อย่างชัดเจนที่สุดคือเมืองทรอมโซ่ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมถึงปลายเดือนกรกฎาคม และเมืองสวาลบาร์ดที่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ของประเทศนอร์เวย์ไปอีก 640 กิโลเมตรในช่วงกลางเดือนเมษายนถึงปลายเดือนสิงหาคม นอกจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สวยงามแล้ว นอร์เวย์ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ ที่น่าสนใจไม่แพ้กันด้วย เช่น


1

นอร์ท เคป (North Cape)

ขึ้นเขา-ชมน้ำตก-ส่องพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่นอร์เวย์

ขึ้นเขา-ชมน้ำตก-ส่องพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่นอร์เวย์

ภาพจาก: istockphoto

นอร์ท เคป (North Cape) ตั้งอยู่บนเกาะมาเกโรยา (Mageroya) เป็นแหลมปลายหน้าผาที่เบื้องล่างเป็นทะเลแบเร็นตส์ (Barents Sea) อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 307 เมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามและชื่อดังของนอร์เวย์ เพราะเป็นสถานที่ที่ผู้คนนิยมไปชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนในช่วงฤดูร้อนเหนือน้ำทะเล

2

กรังเกอร์ฟยอร์ด (Geirangerfjord)

ขึ้นเขา-ชมน้ำตก-ส่องพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่นอร์เวย์

ขึ้นเขา-ชมน้ำตก-ส่องพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่นอร์เวย์

ขึ้นเขา-ชมน้ำตก-ส่องพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่นอร์เวย์

ภาพจาก: istockphoto

ที่นอร์เวย์จะมีฟยอร์ด (อ่าวหรือทางน้ำแคบๆ คดเคี้ยวอยู่ระหว่างหน้าผาหรือภูเขาที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็ง) ที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลกมากมาย และหนึ่งในนั้นคือกรังเกอร์ฟยอร์ด (Geirangerfjord) ที่ได้รับการกล่าวขานว่าสวยที่สุดในบรรดาฟยอร์ดทั้งหมดของนอร์เวย์ ตั้งอยู่เหนือเมืองออเลซุนด์ (Aalesund) ไปประมาณ 100 กิโลเมตร ฟยอร์ดนี้ถูกโอบล้อมด้วยป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ รวมถึงสายน้ำที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ชอบมานั่งเรือชมความงามของฟยอร์ดและน้ำตกเซเว่นซิสเตอรส์ (Seven Sisters) ที่ไหลลงสู่แม่น้ำและกลายเป็นองค์ประกอบส่งเสริมให้กรังเกอร์ฟยอร์ดเป็นฟยอร์ดที่สวยงามที่สุดของนอร์เวย์

3

จุดชมวิวดาล์สนิบบา (Dalsnibba)

3. จุดชมวิวดาล์สนิบบา (Dalsnibba)

ภาพจาก: istockphoto

3. 2 จุดชมวิวดาล์สนิบบา (Dalsnibba)3.3 จุดชมวิวดาล์สนิบบา (Dalsnibba)

ภาพจาก: www.dalsnibba.no

จุดชมวิวดาล์สนิบบา (Dalsnibba) เป็นจุดสำหรับชมฟยอร์ดที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,500 เมตร นับได้ว่าเป็นจุดชมวิวฟยอร์ดที่สูงที่สุดในยุโรป ที่นี่มีทั้งทางเดินลัดเลาะตามไหล่เขาเพื่อชมวิวในมุมต่างๆ และทางเดินแบบ Sky Walker ให้ได้ลองวัดใจกันดู ซึ่งการขึ้นไปยังจุดชมวิวดาล์สนิบบา (Dalsnibba) นี้ก็แสนสะดวกสบายเพราะขับรถขึ้นไปได้เลย โดยเสียค่าธรรมเนียม 130 NOK ต่อรถ 1 คัน และถ้าไปในช่วงฤดูหนาวก็จะได้ชมเทือกเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน แต่ถ้าหากไปช่วงฤดูร้อนนอกจากจะได้สัมผัสบรรยากาศของพระอาทิตย์เที่ยงคืนแล้ว ยังสามารถชมวิวฟยอร์ดได้อย่างเต็มตาด้วย

4

จุดชมวิวโทรลล์ทุงกา (Trolltunga)

4. จุดชมวิวโทรลล์ทุงกา (Trolltunga)

4. จุดชมวิวโทรลล์ทุงกา (Trolltunga)

ภาพจาก: istockphoto

สิ่งสำคัญที่ทำให้จุดชมวิวโทรลล์ทุงกา (Trolltunga ) เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวคือความโดดเด่นจากรูปทรงของมันที่กลายเป็นความสวยงามปนความหวาดเสียว เพราะจุดชมวิวนี้มีลักษณะเป็นแผ่นหินขนาดใหญ่ยื่นออกมากลางอากาศที่ความสูง 1,100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และเบื้องล่างคือทะเลสาบริงเกเดลวาสเนท (Ringedalsvatnet) ที่มีน้ำสีฟ้าส่องประกายระยิบระยับเมื่อกระทบกับแสงแดด แต่ที่นี่ไม่ได้ขึ้นไปง่ายดายนัก เพราะต้องเดินขึ้นไปประมาณ 11 กิโลเมตร ใช้เวลา 8 – 10 ชั่วโมง แต่ถ้าใครได้ขึ้นไปถ่ายรูปที่จุดนี้แล้ว ภาพที่ถ่ายออกมานี่เรียกว่าสวยจนลืมเหนื่อยกันเลยทีเดียว

4

น้ำตกฟอสเซ่น (Latefossen)

5. น้ำตกฟอสเซ่น (Latefossen)

5. น้ำตกฟอสเซ่น (Latefossen)

5. น้ำตกฟอสเซ่น (Latefossen)

ภาพจาก: istockphoto

ด้วยความที่น้ำตกฟอสเซ่น (Latefossen) นี้อยู่ติดกับถนนสายหลักหมายเลข 13 (Norwegian National Road 13) ซึ่งเป็นจุดแวะพักยอดนิยมของนักท่องเที่ยวและชาวนอร์เวย์ ประกอบกับมีน้ำตลอดทั้งปีซึ่งไหลแตกออกเป็น 2 สายก่อนไหลลงมาตามหน้าผาขนาดใหญ่ที่สูงกว่า 165 เมตร ส่วนด้านหน้าน้ำตกก็มีสะพานหินพาดผ่าน ทำให้ที่นี่เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในเขตเมืองออดดา (Odda) ไปโดยปริยาย ผู้คนส่วนมากจะแวะชมความสวยงามของน้ำตกพร้อมเก็บภาพเป็นที่ระลึก ส่วนทางด้านข้างก็ยังมีร้านขายของที่ระลึกพร้อมร้านอาหารบริการสำหรับนักท่องเที่ยวและนักเดินทางด้วย

การเดินทาง
พักที่ไหนดี?
ช่วงเวลาการท่องเที่ยว
• มิถุนายน – กันยายน เหมาะสำหรับการไปชมพระอาทิตย์เที่ยงคืน ปีนเขา ดูฟยอร์ด
• พฤศจิกายน – เมษายน เหมาะสำหรับการไปชมแสงเหนือ เล่นสกีและหิมะ
• กรกฎาคม จะเป็นช่วงที่คนนอร์เวย์หยุดพักร้อน เพราะฉะนั้นการเดินทางในประเทศรวมถึงเที่ยวบินที่จะมาที่นี่ก็จะลดน้อยลงเช่นกัน