เชื่อได้เลยว่าหลายคนคงฝันอยากจะไปพิชิตยอดเขาสูงเสียดฟ้าอย่างเอเวอร์เรส ยอดเขาเอเวอร์เรสนั้นมีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 8,848 เมตร เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ตั้งอยู่ระหว่างเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศเนปาลและทิเบต นอกจากจะเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกแล้ว เอเวอร์เรสยังเป็นยอดเขาที่อันตรายที่สุดในโลกอีกด้วย เพราะมีอากาศหนาวเย็น ความกดอากาศต่ำ และออกซิเจนน้อย อย่างไรก็ตาม เคยมีผู้กล้าหลายคนได้ไปพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสมาแล้ว คนไทยที่พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสสำเร็จเป็นคนแรกก็คือคุณวิทิตนันท์ โรจนพานิชนั่นเอง

แต่จะให้ไปปีนขึ้นยอดเขากันทุกคนก็คงจะไม่ไหว ต้องเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมกาย เตรียมเงินมากมาย แต่เพื่อนๆ ก็สามารถเข้าใกล้ความฝันที่จะไปชมยอดเขาเอเวอร์เรสใกล้ๆ กันได้โดยการไปเดินเขาเส้นทางยอดฮิต “เอเวอร์เรสเบสแคมป์” (Everest Base Camp) เส้นทางเอเวอร์เรสเบสแคมป์นั้นเป็นเส้นทางที่นักเดินเขาทั่วโลกต่างก็อยากมาเดิน เพราะเป็นเส้นทางที่มีทิวทิศน์สวยงามและไม่ยากเกินไป มือใหม่ก็สามารถเดินได้ ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยในการปีนเขาและการหายใจ ระยะการเดินทั้งหมดประมาณ 62 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินไปกลับประมาณ 10 – 14 วัน แต่ละวันใช้เวลาเดินตั้งแต่ 3 – 8 ชั่วโมง แล้วแต่แผนการเดินของแต่ละบุคคล จุดสูงสุดของเส้นทางนี้อยู่ที่ยอดเขาคาลาปาทาร์ (Kala Patthar) ซึ่งมีความสูง 5,545 เมตร ส่วนจุดเอเวอร์เรสเบสแคมป์อยู่ที่ความสูง 5,360 เมตรนั่นเอง ระหว่างเส้นทางการเดินนั้นเพื่อนๆ จะได้เดินผ่านเส้นทางไฮไลท์มากมาย ทั้งแนวเขาคงเด (Kongde) นัมเชบาร์ซาร์ (Namche Bazaar) ทะเลสาบโกเคียว (Gokyo Lake) เอเวอร์เรสเบสแคมป์ (Everest Base Camp) เพื่อชื่นชมความงามของยอดเขาเอเวอร์เรสใกล้ๆ จากนั้นจึงขึ้นไปยอดเขาคาลาปาทาร์ (Kala Patthar) ก่อนจะกลับลงมานั่นเอง

ชวนแพลนทริปพิชิตกาย พิชิตใจ ชมวิวยอดเขาเอเวอร์เรส


การเตรียมตัว

1.การเตรียมตัว-1
1.การเตรียมตัว-2
ภาพจาก : iStockPhoto

แน่นอนว่าการจะไปเดินเขานั้นไม่มีทางง่าย ยิ่งอยากจะไปให้ใกล้ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกยิ่งไม่ง่ายเข้าไปอีก ฉะนั้นจึงมีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะต้องเตรียมแต่เนิ่นๆ เช่น

1) เตรียมออกกำลังกายให้พร้อมจะรับสภาพอากาศที่ความสูงมากๆ ออกซิเจนน้อย ทั้งแรงขาที่ต้องเดินให้ไหวตามตารางในแต่ละวัน รวมไปถึงแรงใจระหว่างทาง เพราะระหว่างเดินเขาถึงแม้วิวสองข้างทางจะสวยขนาดไหนก็อาจมีความรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจกันบ้าง การออกกำลังกายนั้นก็ควรจะออกกำลังกายทุกสัดส่วนเพื่อให้ร่างกายพร้อมเต็มที่

2) เตรียมเงิน! ค่าใช้จ่ายในการไปเดินเขาเส้นทางเอเวอร์เรสเบสค่อนข้างสูง ทั้งค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าวีซ่า ค่าอุปกรณ์ และค่าใช้บริการบริษัททัวร์ ซื้อแพ็คเกจ จะมีไกด์มาช่วยดูแลตั้งแต่ลงเครื่องที่กาฐมาณฑุ (Kathmandu) ประเทศเนปาลจนเดินทางกลับเลยทีเดียว ค่าใช้จ่ายในการซื้อแพ็คเกจทัวร์นั้นมีหลากหลายราคาตั้งแต่ 40,000 บาทไปจนถึงหลักแสน ซึ่งค่าใช้จ่ายสำหรับแพ็คเกจทัวร์นั้นก็ได้รวมค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าลูกหาบและค่าไกด์ไว้แล้ว ทำให้ไม่ต้องจ่ายเงินยิบย่อยระหว่างทางอีก ส่วนค่าตั๋วเครื่องบินจากไทยไปยังเนปาลนั้นไม่แพง มีตัวเลือกหลากหลายตั้งแต่เที่ยวบินราคาหลักหมื่นต้นๆ ขึ้นไป แล้วแต่ว่าเพื่อนๆ จะบินกับสายการบินอะไร

3) เตรียมขอวีซ่า ก่อนจะบินลัดฟ้าไปเนปาลก็อย่าลืมขอวีซ่าก่อนด้วย เพราะคนไทยที่จะเข้าเนปาลจำเป็นต้องใช้วีซ่า วีซ่าเนปาลนั้นขอไม่ยาก ใช้เวลาเพียงแค่ 1 วันเท่านั้น เอกสารที่ต้องใช้ก็เพียงแค่หนังสือเดินทาง สำเนาหนังสือเดินทาง รูปถ่ายขนาด 2 นิ้วพื้นหลังสีอ่อน จากนั้นก็กรอกแบบฟอร์มและจ่ายค่าธรรมเนียมวีซ่าท่องเที่ยว 30 วัน 1,450 บาท เพียงเท่านี้ยอดเขาเอเวอร์เรสก็ดูไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว

อุปกรณ์จำเป็นที่ควรจะหาซื้อไปจากไทยได้แก่

1) เสบียง : แน่นอนว่าข้างบนเขานั้นมีอาหารให้บริการ แต่ก็อาจไม่ถูกปากถูกใจนัก เพื่อนๆ ควรพกอาหารแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและอาหารกระป๋องไปเผื่อไว้ นอกจากนั้นก็ควรมีอาหารให้พลังงานเช่นช็อคโกแลตไปทานระหว่างทางด้วย

2) เสื้อผ้า : ควรจะมีทั้งเสื้อผ้าที่กันลม กันหิมะและกันหนาวได้ถึงขั้นติดลบ แต่ก็ควรเตรียมเสื้อผ้าบางเบาเอาไว้ใส่เวลาเดินเขาตอนกลางวันด้วย กางเกงควรจะเป็นกางเกงกันลมด้วยกันเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น และที่สำคัญอย่าลืมพกชุดลองจอนไปไว้ใส่ข้างในด้วย

3) รองเท้า : เป็นสิ่งสำคัญมากๆ ควรจะหาซื้อรองเท้าเดินเขาดีๆ ไป เพราะจะช่วยปกป้องและซัพพอร์ตเท้า ข้อเท้าและข้อเข่าได้ดี

4) สิ่งกันหนาว : ทั้งผ้าพันคอ ถุงมือและถุงเท้า จำเป็นมากๆ ในการทำให้ร่างกายอบอุ่น

5) แว่นตากันแดด : เวลาเดินเขาถ้าหากฟ้าเปิดแดดจะจ้ามาก ควรใส่แว่นเพื่อให้เดินได้ง่ายขึ้น

6) ไฟฉาย : จำเป็นมากสำหรับใช้เดินทางในเวลากลางคืน

7) ทิชชู่เปียก : ใช้ทั้งสำหรับเช็ดตัว เช็ดหน้า และใช้เวลาทำธุระในห้องน้ำ

8) กล้องถ่ายรูป : พกไปเพื่อถ่ายรูปวิวสองข้างทางที่รับรองว่าสวยเกินคำบรรยายแน่นอน ที่สำคัญคืออย่าลืมพกแบตเตอรี่กล้องสำรองไปด้วย เพราะบริเวณด้านบนมีที่ชาร์จแค่บางจุดและแบตจะหมดไวมากเนื่องจากอากาศหนาว เพื่อนๆ คงไม่อยากจะพลาดช็อตเด็ดๆ กับยอดเขาเอเวอร์เรสหรอกใช่ไหมล่ะ

เริ่มเดินทาง

2.เริ่มเดินทาง-1
2.เริ่มเดินทาง-2

2.เริ่มเดินทาง-3

ภาพจาก : iStockPhoto

การเดินทางของเพื่อนๆ จะเริ่มต้นด้วยการนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปลงที่สนามบินตริภูวัน (Tribhuvan International Airport) ประเทศเนปาล จากนั้นไกด์ของเพื่อนๆ จะมารับเพื่อไปส่งที่โรงแรมในกาฐมาณฑุ ซึ่งโรงแรมนั้นทางทัวร์จะเป็นผู้เลือกให้เรา และราคาก็จะรวมมาในแพ็คเกจ ทำให้เพื่อนๆ สามารถไปเดินเล่นภายในเมืองได้ บริเวณในเมืองนี้จะมีพื้นที่ร้านค้าให้เพื่อนๆ ได้เลือกจับจ่ายซื้อของกันได้ ทั้งเสื้อกันหนาว รองเท้า กระเป๋า ถุงเท้า ถุงมือ และอีกมากมาย เราควรจะเตรียมสิ่งเหล่านี้ให้พร้อมสำหรับการเดินทาง 10 วันของเรา

2.เริ่มเดินทาง-4
2.เริ่มเดินทาง-5
ภาพจาก : iStockPhoto

หลังจากนอนเก็บแรงกันเต็มอิ่ม เช้าวันแรกไกด์จะพาเพื่อนๆ เดินทางไปยังสนามบินตริภูวันเพื่อขึ้นเครื่องบินไปยังสนามบินเทนซิง – ฮิลลารี (Tenzing – Hillary Airport) เมืองลุกลา (Lukla) ที่เมืองลุกลานี่เองที่จะเป็นจุดเริ่มต้นเดินทางของเราไปยังจุดหมายแรกที่เมืองพักดิง (Phakding) ใช้เวลาเดินประมาณ 3 ชั่วโมง เดินค่อนข้างง่ายเพราะเป็นทางเดินลง บรรยากาศสองข้างทางก็เป็นทุ่งหญ้าสวยงาม การเดินทางนั้นนอกจากจะมีเพื่อนๆ ที่เดินทางแล้ว จะมีไกด์นำทาง ลูกหาบ แถมยังมีม้าและตัวจามรีช่วยแบกหามของอีกด้วย ส่วนเรื่องอาหารการกินทางไกด์ก็จะจัดหาไว้ให้ ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารเนปาล อาจมีเนื้อวัว เนื้อไก่และอาหารที่มีกลิ่นเครื่องเทศบ้าง ทานไปหลายวันอาจเบื่อได้ เพราะฉะนั้นจึงแนะนำว่าให้เตรียมอาหารไปเผื่อไว้ด้วย

2.เริ่มเดินทาง-6
2.เริ่มเดินทาง-7

2.เริ่มเดินทาง-17

ภาพจาก : iStockPhoto

วันที่สองเริ่มเดินทางไปยังเมืองนัมเชบาซาร์ (Namche Bazaar) การเดินทางไปนัมเชจะเริ่มยากลำบากกว่าวันแรก ใช้เวลาเดินค่อนข้างนาน ประมาณ 7 – 8 ชั่วโมง ทางเดินจะเป็นทางหินปูนที่เริ่มลาดชัน ส่วนใหญ่จะเป็นทางเดินขึ้นเขา นัมเชจะเป็นจุดแวะพักแรก เราจะพักอยู่ที่นัมเชประมาณ 1 วันเพื่อเดินขึ้นเขาสูงบริเวณนั้นให้เพื่อนๆ ได้ชินกับอากาศด้านบน บริเวณนัมเชเป็นเมืองที่มีทุกอย่างค่อนข้างครบครัน หากใครลืมอะไรที่เมืองนี้ก็ยังพอมีขายอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสบียง เสื้อผ้าก็ยังพอมีบ้าง นอกจากนั้นหากใครกลัวว่าอยู่ที่นี่จะเบื่อ ขอบอกเลยว่าไม่เบื่อแน่นอน เพราะในเมืองมีทั้งผับ บาร์ ร้านอินเตอร์เน็ต หรือใครอยากจะไปเดินเล่นชมวิวเขา วิวน้ำตกที่นี่ก็มีให้ไปดูมากมาย

2.เริ่มเดินทาง-8
2.เริ่มเดินทาง-9

2.เริ่มเดินทาง-10

ภาพจาก : iStockPhoto

หลังจากนั้นก็จะออกจากเมืองนัมเชผ่านอีกหลากหลายจุด เช่น เทงโบเช (Tengboche) เดโบเช (Deboche) โลโบเช (Loboche) และโกรักเชพ (Gorak Shep) ทิวทัศน์สองข้างทางจากที่เคยเป็นธรรมชาติ ต้นไม้ ใบหญ้า ก็จะเริ่มกลายเป็นดิน เป็นภูเขาหิมะ อากาศก็จะเริ่มเบาบางลงทำให้เดินได้ช้าลง บริเวณก่อนถึงโลโบเชจะมีอนุสรณ์สถานของผู้ที่เสียชีวิตบนยอดเขาเอเวอร์เรสให้เพื่อนๆ ได้แวะไปเคารพกันด้วย

2.เริ่มเดินทาง-11
2.เริ่มเดินทาง-12

2.เริ่มเดินทาง-13

ภาพจาก : iStockPhoto

หลังจากผ่านสถานที่น่าสนใจต่างๆ มาหลายวันก็ใกล้เข้าสู่จุดหมาย ตอนนี้เพื่อนๆ จะได้เดินไปยังเอเวอร์เรสเบสแคมป์ จุดนี้เพื่อนๆ จะได้เห็นภาพเต็นท์สีเหลืองตั้งเรียงรายที่หลายคนอาจเคยเห็นในภาพยนตร์หรือสารคดีกันมาแล้ว นี่คือแคมป์จุดพักของผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นปีนขึ้นยอดเขาเอเวอร์เรสนั่นเอง หลายคนมาถึงที่นี่แล้วอาจได้แรงบันดาลใจในการกลับมาอีกครั้งเพื่อขึ้นไปให้ถึงจุดสุดยอดเขาเอเวอร์เรสก็เป็นได้ หลังจากเดินไปถึงเอเวอร์เรสเบสแคมป์ จุดต่อไปก็คือการไปสู่ยอดเขาที่สูงที่สุดในการเดินเขาทริปนี้ ซึ่งก็คือยอดเขาคาลาปาทาร์นั่นเอง

2.เริ่มเดินทาง-14
2.เริ่มเดินทาง-15

2.เริ่มเดินทาง-16

ภาพจาก : iStockPhoto

เมื่อมาถึงสุดเส้นทางแล้ว หลังจากนี้ก็แล้วแต่แผนการเดินทางของแต่ละบุคคล บางแพ็คเกจก็จะพาเพื่อนๆ เดินข้ามช่องเขาโชลา (Chola Pass) สุดโหด ซึ่งเป็นช่องเขาแคบๆ ชันๆ มีแต่กรวดหินให้เพื่อนๆ เดินข้ามไป แต่หลังจากผ่านช่องเขามาได้เพื่อนๆ จะได้เห็นวิวทะเลสาบโกเคียว ทะเลสาบน้ำจืดที่อยู่สูงที่สุดในโลก ซึ่งรับรองว่าสวยคุ้มค่ากับการเดินทางมาแน่นอน หลังจากนั้นไกด์ก็จะพาเพื่อนๆ เดินกลับเส้นทางเดิมผ่านเมืองนัมเชไปยังเมืองลุกลาเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับไปยังเมืองกาฐมาณฑุ

การเดินทางครั้งนี้อาจดูยากลำบาก แต่เพื่อนๆ หลายคนที่เคยเดินทางไปมาต่างก็บอกว่าคุ้มค่าและคิดว่าชีวิตหนึ่งควรจะได้ทำอะไรสุดโต่งแบบนี้ดูบ้างเหมือนเป็นรางวัลชีวิต หากใครอยากจะออกไปตามล่าหาความฝันที่สุดขอบฟ้ายอดเขาเอเวอร์เรส การมาเดินเขาเส้นทางเอเวอร์เรสเบสแคมป์ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ส่วนใครอยากจะอยู่เที่ยวในกาฐมาณฑุต่อเราก็มีโรงแรมน่าสนใจแนะนำด้านล่าง นอกเหนือไปจากนั้นใครที่อยากจะไปชมความสวยงามของเอเวอร์เรสเบสแคมป์แต่ร่างกายไม่พร้อมจะไปเดินก็ยังสามารถใช้บริการทัวร์เฮลิคอปเตอร์ขึ้นไปชมได้เช่นกัน

💰ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
การเดินทาง
พักที่ไหนดี?
ช่วงเวลาการท่องเที่ยว
มีนาคม – พฤษภาคม และปลายกันยายน – ธันวาคม