ไปเที่ยวเกาหลีใต้ทั้งทีต้องเอาให้คุ้ม! เกาหลีใต้เป็นปลายทางที่น่าสนใจ รับรองเลยว่าหลายคนแอบหมายไว้ในใจแล้วว่าจะต้องมาให้ได้ เนื่องจากเที่ยวได้ไม่ยาก มีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามมากมาย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมก็มีให้เลือกไปกันได้ แถมอาหารเกาหลียังอร่อยถูกปาก ทั้งหมูย่างเกาหลี รามยอนเกาหลี ต๊อกโบกี พูดแล้วก็อยากทานขึ้นมาทันที นอกจากนี้ยังมีสินค้าแฟชั่นสุดโดนใจมากมายให้เพื่อนๆ เลือกซื้อกันได้ในราคาไม่แพงอีกด้วย ที่สำคัญคือคนเกาหลีสวยๆ หล่อๆ มีเพียบ! ดูเป็นอาหารตา อาหารใจ อิ่มเอมได้เช่นเดียวกัน ใครแอบหลงรักโอปป้าไอดอลคนไหน ถ้าอยากซื้อสินค้าออฟฟิเชียลก็ต้องไปให้ถึงเกาหลีใต้ให้ได้เลยนะ

เที่ยวเกาหลีครบจบทีเดียวด้วย KTX

info-southkorea


รถไฟฟ้าktx

ภาพจาก : iStockPhoto

วันนี้เอ็กซ์พีเดียจะพาเพื่อนๆ ไปดูว่าถึงมีเวลาสั้นๆ หนึ่งอาทิตย์ก็สามารถไปเที่ยวเกาหลีใต้ได้หลายเมือง รวมทั้งสองเมืองใหญ่อย่างโซลและปูซานด้วย ซึ่งพระเอกที่ทำให้เราสามารถเที่ยวเกาหลีได้อย่างจุใจก็คือรถไฟความเร็วสูง KTX นั่นเอง รถไฟ KTX เป็นรถไฟความเร็วสูงคล้ายกับชิงคันเซ็นของญี่ปุ่น ที่ช่วยให้เพื่อนๆ สามารถเดินทางไปเที่ยวจังหวัดอื่นๆ นอกเหนือจากโซลได้ง่ายๆ โดยเพื่อนๆ สามารถซื้อตั๋วแต่ละเที่ยวหรือจะซื้อโคเรลพาส (Korail Pass) หรือที่เรียกว่า KR Pass ก็ได้ นี่เป็นตั๋วรถไฟพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างเราๆ ให้เพื่อนๆ สามารถนั่งรถไฟกันได้แบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง คุ้มค่ามากๆ สำหรับคนที่วางแผนจะเที่ยวหลายที่ สามารถเลือกซื้อได้ทั้งแบบ 3 วัน (138,000 KRW) หรือ 5 วัน (210,000 KRW) ตัวเลือกอีกแบบหนึ่งก็คือแบบยืดหยุ่น 2 วัน (121,000 KRW) หรือ 4 วัน (193,000 KRW) หมายความว่าจะใช้ตั๋ววันไหนก็ได้ ไม่ต้องเป็นวันที่ติดกัน เพียงแค่ต้องใช้ตั๋วภายใน 10 วันหลังจากวันที่ซื้อ เพื่อนๆ จะได้ไปเที่ยวเกาหลีใต้กันให้จุใจไปเลย

เกาหลี

ภาพจาก : iStockPhoto

การไปเที่ยวเกาหลีใต้นั้นเราบอกเลยว่าเพื่อนๆ สามารถเลือกกันได้ตามสบายว่าอยากจะไปเที่ยวฤดูไหน เพราะสวยงามทุกฤดูเลยจริงๆ แถมแต่ละฤดูยังมีสไตล์แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย เริ่มตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิเดือนมีนาคม – เดือนพฤษภาคม ช่วงที่ดอกไม้บาน หากใครอยากเห็นซากุระที่เกาหลีใต้ก็มีให้ดูหลากหลายที่ งามไม่แพ้ประเทศญี่ปุ่นเลย สำหรับฤดูร้อนช่วงเดือนมิถุนายน – เดือนกันยายนนั้นเป็นฤดูที่สามารถท่องเที่ยวได้ อากาศค่อนข้างร้อน แต่ต้องระวังเพราะฝนจะตกค่อนข้างบ่อย ฤดูถัดมาคือฤดูใบไม้ร่วง ประมาณปลายเดือนกันยายน – เดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงเดือนที่เพื่อนๆ จะได้เห็นต้นไม้ในเกาหลีใต้เปลี่ยนสีเป็นสีแดง เหลือง ส้ม ทั่วทั้งเกาะ บรรยากาศราวกับอยู่ในเทพนิยายเลยทีเดียว ส่วนฤดูสุดท้ายที่อยากแนะนำสำหรับคนที่อยากสัมผัสอากาศหนาว ถ่ายรูปกับเมืองหิมะสีขาว ต้องมาฤดูหนาวช่วงเดือนธันวาคม – เดือนมีนาคม

วันที่ 1 : กรุงโซล

RYSE-1

RYSE-2
RYSE-3

วันแรกนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ จะเลือกขึ้นจากท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองหรือจะสุวรรณภูมิก็ได้ ไปลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน (Incheon International Airport) จากนั้นสามารถเลือกวิธีการเข้าเมืองได้หลายวิธี ทั้งนั่งรถไฟฟ้าหรือจะนั่งแท็กซี่ก็ได้ไม่แพงตามแต่สะดวก วันนี้เราเลือกเข้าพักที่โรงแรมไรส์ ออโตกราฟคอลเลกชั่น (RYSE, Autograph Collection) โรงแรมใหม่สุดทันสมัยใจกลางย่านฮงแด ย่านช้อปปิ้งสุดฮิปของวัยรุ่นเกาหลี เนื่องจากโรงแรมตั้งอยู่ในย่านฮงแด เราจึงเลือกนั่งรถบัสหมายเลข 6002 จากสนามบินมาลงยังป้ายเวดดิ้งทาวน์ (Wedding Town) เดินต่ออีก 3 นาทีก็ถึงโรงแรมแล้ว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที ค่าใช้จ่าย 9,500 KRW

โรงแรมไรส์ ออโตกราฟคอลเลกชั่น เป็นโรงแรมที่ตกแต่งได้อย่างสวยงามและทันสมัย ภายในห้องพักมีสีสันสดใส ดูโมเดิร์นทั้งตัวห้องนอนและห้องน้ำ มีเตียงนอนอันนุ่มสบาย มีโซฟาและทีวีให้นอนดูรายการเกาหลีได้แบบฟินๆ หัวเตียงทั้งสองฝั่งมีระบบไฟ ไม่ต้องลุกขึ้นไปปิดไกล แถมยังมีหัวชาร์จแบตไว้พร้อม ไม่ต้องพกตัวแปลงไฟไปให้หนักกระเป๋า มีดาดฟ้าให้เพื่อนๆ ไปนั่งชมวิวฮงแดแบบ 360 องศา แถมการเดินทางยังสะดวกสบาย มีป้ายรถบัสอยู่ด้านหน้าที่พัก สถานีรถไฟฟ้าก็เดินไปได้เพียง 5 นาทีเท่านั้น โรงแรมยังรายล้อมไปด้วยร้านอาหารและสถานที่ช้อปปิ้งมากมาย รับรองว่าโซลของเพื่อนๆ ไม่น่าเบื่อแน่นอน

พักที่ไหนดี?

◆ ไปชมพระราชวังเคียงบกกุง ต่อด้วยหมู่บ้านบุกชอนฮันอก

วังเคียงบกกุง1-1

วังเคียงบกกุง2-1
บุกชอนฮันอก
ภาพจาก : iStockPhoto

เก็บของกันแล้วรีบออกมาเที่ยวชมเมืองกันดีกว่า ที่เที่ยวเกาหลีแห่งแรกที่เราจะพาเพื่อนๆ ไป คือพระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace) พระราชวังขนาดใหญ่ซึ่งมีความสำคัญในอดีต ให้เพื่อนๆ ได้ไปชมสถาปัตยกรรมเกาหลีอันสวยงาม พร้อมทั้งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเกาหลีไปด้วย นอกจากนั้นในบริเวณพระราชวังยังมีสวนซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลาเคียงฮวยรูอันสวยงาม หลังจากเที่ยวชมพระราชวังกันเสร็จเราก็จะออกจากประตูทางด้านข้างของพระราชวังเพื่อเดินไปยังหมู่บ้านบุกชอนฮันอก (Bukchon Hanok Village) ถนนที่สองข้างทางเป็นบ้านเรือนสไตล์เกาหลีโบราณเรียงรายกว่า 100 หลัง เพื่อนๆ สามารถเช่าชุดฮันบกใส่กันได้ทั้งที่พระราชวังเคียงบกกุงและที่หมู่บ้านบุกชอนฮันอก รับรองว่าถ่ายรูปออกมาสวยเลิศแน่นอน

◆ เดินเล่นย่านฮงแด

ฮงแด1-1

ฮงแด2-1
ฮงแด3-1
ภาพจาก : iStockPhoto

หลังจากออกไปเที่ยวมาทั้งวันก็กลับมาเดินเล่นย่านที่พักอย่างย่านฮงแดกันหน่อย ย่านฮงแดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งในเกาหลี ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของมหาวิทยาลัยฮงอิก เป็นย่านช้อปปิ้งศูนย์รวมวัยรุ่นเกาหลี สองข้างทางจะเรียงรายไปด้วยร้านค้าขายสินค้าแฟชั่นราคาไม่แพงให้เพื่อนๆ ได้เลือกซื้อกัน แถมยังมีเครื่องสำอางเกาหลีหลากหลายแบรดน์ ทั้งอีทูดี (Etude) อินนิสฟรี (Innisfree) สกินฟู้ด (Skinfood) ให้ได้เลือกซื้อกันในราคาไม่แพง นอกจากนั้นยังมีร้านอาหารเกาหลีมากมาย ทั้งร้านหมูย่าง ร้านไก่ทอด กินกันให้พุงกางไปเลย ในเวลาตอนเย็นถึงช่วงค่ำก็จะมีวัยรุ่นมาแสดงความสามารถ ทั้งเต้นรำและร้องเพลงให้เพื่อนๆ ได้ชมกัน

วันที่ 2

◆ ขึ้นไปชมวิวนัมซานทาวเวอร์

นัมซานทาวเวอร์1

นัมซานทาวเวอร์2
นัมซานทาวเวอร์3
ภาพจาก : iStockPhoto

วันที่สองรีบตื่นแต่เช้าแล้วไปเที่ยวนัมซานทาวเวอร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อโซลทาวเวอร์ หอคอยอันสูงเด่นเป็นสง่าใจกลางโซล หอคอยแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขานัมซาน เพื่อนๆ สามารถนั่งกระเช้าจากบริเวณด้านล่างไปยังหอคอยได้ บนหอคอยมีกิจกรรมหลากหลายให้เพื่อนๆ เลือกทำ ทั้งชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามติดอันดับของเอเชีย ทานอาหารที่ร้านอาหารบนยอดหอคอยที่หมุนตลอดเวลา ทำให้ได้มองเห็นวิวไม่ซ้ำเดิม มากไปกว่านั้น หากใครไปกับแฟนต้องห้ามพลาดการไปคล้องกุญแจที่หอคอย เชื่อกันว่าหากคู่รักคู่ไหนได้มาคล้องกุญแจที่นี่จะรักกันยืนยาวนั่นเอง

◆ เดินเที่ยวเล่นเมียงดง

เมียงดง1-1

เมียงดง2-1
เมียงดง3-1
ภาพจาก : iStockPhoto

ครึ่งบ่ายจนค่ำวันนี้ขอมอบให้ย่านช้อปปิ้งสุดฮิตของเกาหลี ย่านเมียงดงอันคึกคักนั่นเอง บริเวณนี้มีร้านค้ามากมายทั้งแบรนด์เกาหลี แบรนด์ต่างประเทศ ก็มีให้เพื่อนๆ เลือกซื้อ หรือจะเป็นคาเฟ่น่ารักๆ ร้านอาหารอร่อยๆ แถวนี้ก็มีเพียบเลย สาวๆ คนไหนที่กำลังอยากจะมาช้อปเครื่องสำอาง 3CE ที่นี่ก็มีร้าน 3CE ขนาดใหญ่ รับรองได้เทกันหมดหน้าตักแน่นอน นอกจากร้านค้าข้างนอกแล้วยังมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ทั้งห้างลอตเต้ (Lotte) และห้างชินเซแก (Shinsegae) ให้เข้าไปเดินช้อปกันได้อีกด้วย พอตกเย็นบริเวณถนนทุกเส้นสายก็จะเริ่มมีร้านรถเข็นขายอาหารมาตั้งให้เพื่อนๆ เลือกซื้ออาหารสตรีทฟู้ดเกาหลีทานกันได้


วันที่ 3 : แทจอน (Daejeon)

แทจอน1-1

แทจอน2
แทจอน3-1
ภาพจาก : iStockPhoto

วันที่สามเราจะออกมาเที่ยวเมืองถัดมาซึ่งไม่ไกลจากโซลมาก ซึ่งก็คือเมืองแทจอน เพื่อนๆ สามารถนั่งรถไฟ KTX สายเคียงบู สีแดง (Gyeongbu Line) มาลงที่สถานีแทจอน (Daejeon Station) ได้เลย จากโซลใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น แทจอนเป็นเมืองใหญ่อันดับ 5 ของเกาหลี ตั้งอยู่ในภาคกลาง มีจุดเด่นตรงที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมของเกาหลี นอกจากนี้แทจอนยังมีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจ เช่น น้ำพุร้อนยูซอง (Yuseong Hot Spring) น้ำพุร้อนที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุมากมายทั้งแคลเซียม โพแทสเซียม และกำมะถัน เป็นต้น ส่วนแลนด์มาร์คของเมืองนี้อยู่ที่สะพานเอ็กซ์โปที่สร้างขึ้นเมื่อตอนจัดงานแทจอนเอ็กซ์โปปี 1993 สะพานมีรูปร่างแปลกตา มีเส้นโค้งสีน้ำเงินกับสีแดงครอบสะพาน หากใครไปตอนกลางคืนเพื่อชมไฟที่เปิดส่องสะพานแห่งนี้จะได้เห็นภาพที่สวยเป็นพิเศษเลย

Boutique-Hotel-Lacky-1

Boutique Hotel Lacky 2
Boutique-Hotel-Lacky-3

ที่เมืองแทจอนเราจะเข้าพักกันที่บูทีค โฮเทล แลคกี (Boutique Hotel Lacky) โรงแรมสุดโมเดิร์นที่มีการตกแต่งอย่างทันสมัย มีรูปปั้นและงานศิลปะแปลกๆ ให้เราได้มองได้ชมเต็มไปหมด เหมาะสำหรับวัยรุ่นอย่างเราๆ มาก สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพักก็มีครบครัน แถมห้องยังกว้างขวาง รับรองว่าถูกใจใครหลายคนแน่นอน

พักที่ไหนดี?


วันที่ 4 : แทกู (Daegu)

แทกู1-1

แทกู2-1
แทกู3-1
ภาพจาก : iStockPhoto

ไปต่อกันที่เมืองแทกู เมืองใหญ่อันดับ 3 ของเกาหลี แทกูเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยบริษัทดังๆ ของเกาหลี จัดว่าเป็นแหล่งอุตสาหกรรมของเกาหลีเลยก็ว่าได้ ทำให้ตัวเมืองค่อนข้างมีความเจริญ มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวมสมุนไพรอีกด้วย จึงมีร้านขายสมุนไพรหลากหลายให้เพื่อนๆ เลือกซื้อกันได้ สถานที่ท่องเที่ยวเด่นดังก็มีทั้งยอดเขาพัลกงซาน (Palgongsan Mountain) ยอดเขาสูงที่เพื่อนๆ สามารถขึ้นไปชมวิวได้ แล้วไปต่อกันที่วัดดงฮวาซา (Donghwasa Temple) วัดรูปทรงเกาหลีโบราณที่สร้างมาตั้งแต่สมัยชิลลา มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่อยู่กลางลานให้เพื่อนๆ ไปสักการะกัน ใครจะไปเที่ยวขอให้เตรียมแรงกันไปซักหน่อยเพราะตัววัดนั้นมีขนาดใหญ่มาก เดินกันทั้งวันยังไม่ทั่วเลยทีเดียว หากใครอยากมาเที่ยวแดกูก็สามารถนั่งรถไฟ KTX สายเคียงบู สีแดง (Gyeongbu Line) มาลงที่สถานีดงแทกู (Dongdaegu Station) ได้เลย จากแทจอนมาแดกูใช้เวลาเพียงแค่ 50 นาทีเท่านั้น

Casual House SONO 1

หลังจากนอนโรงแรมดีไซน์ทันสมัยกันมาหลายเมือง ที่แทกูนี้เรามานอนที่โรงแรมตกแต่งง่ายๆ สบายๆ ดูมินิมอลกันบ้าง โรงแรมนี้ก็คือแคชวล เฮาส์ โซโน (Casual House SONO) โรงแรมที่ตกแต่งด้วยสีครีม-ขาว และมีเฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นหลัก เตียงก็ตกแต่งด้วยสีขาวดูสะอาดตา มองไปทางไหนก็ดูสบายใจ เข้าพักผ่อนแล้วรับรองนอนหลับสนิททั้งคืน ส่วนกลางนอกจากร้านอาหารก็มีกิจกรรมให้ทำมากมาย ทั้งเกมปาเป้าและบอร์ดเกมต่างๆ ให้เพื่อนๆ เลือกไปเล่นกับแขกที่เข้าพักด้วยกันได้

พักที่ไหนดี?


วันที่ 5 : เคียงจู (Gyeongju)

เคียงจู1-1
เคียงจู2-1

ภาพจาก : iStockPhoto

ออกจากแทกูแล้วก็ไปต่อที่เมืองใกล้เคียงอย่างเมืองเคียงจูกันบ้าง เคียงจูเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์สำคัญของเกาหลี มีแหล่งท่องเที่ยวอันสวยงามมากมายจนได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ใครที่ชอบดูหนังประวัติศาสตร์เกาหลีเช่น เรื่องจูมง รับรองว่าต้องรู้จักเมืองนี้กันเป็นอย่างดี เพื่อนๆ สามารถเดินทางไปได้ง่ายๆ ด้วยการนั่งรถไฟ KTX สายเคียงบู สีแดง (Gyeongbu Line) มาลงที่สถานีซิงยงจู (Singyeongju Station) ใช้เวลาจากแทกูเพียงแค่ 20 นาทีก็จะถึงยังเคียงจู สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ เช่น วัดพุลกุกซา (Bulguksa) วัดมรดกโลกแห่งดินแดนพุทธภูมิที่ก่อสร้างด้วยหินและไม้สมัยชิลลา ภายในเพื่อนๆ สามารถไปกราบไหว้เจ้าแม่กวนอิมได้ อีกสถานที่น่าแวะไปเที่ยวให้ได้ก็คือวัดถ้ำซ็อคกูรัม (Seokguram Grotto) อีกหนึ่งวัดมรดกโลกในเมืองเคียงจู วัดนี้ตั้งอยู่ในถ้ำ ภายในมีการแกะสลักอย่างวิจิตร ส่วนข้างนอกก็มีศาลาตั้งอยู่หน้าปากถ้ำ สวยงามเกินคำบรรยายจริงๆ

Art in Tiara 1

ที่เคียงจูเราจะพักกันที่อาร์ต อิน เทียร่า (Art in Tiara) โรงแรมที่อาร์ตสมชื่อจริงๆ เมื่อเพื่อนๆ ก้าวเท้าเข้าสู่บริเวณโรงแรมจะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศราวกับในเทพนิยาย ห้องพักแต่ละห้องอยู่ในบ้านไม้ทาสีสุดน่ารักตั้งอยู่เรียงกันคั่นกลางด้วยสนามหญ้า คล้ายหมู่บ้านเล็กๆในนิทานที่หลายคนเคยฝันถึง ภายในห้องพักตกแต่งด้วยธีมที่แตกต่างกันออกไป มีการใช้สีสัน วาดภาพบนกำแพงเป็นธีมในนิยาย บางห้องก็มีนกฟินิกซ์ บางห้องก็ตกแต่งเหมือนห้องนอนของเจ้าหญิง เหมือนได้ย้อนวัยเป็นเด็กเลย

พักที่ไหนดี?


วันที่ 6 : นั่งรถไฟไปปูซาน

รถไฟปูซาน

Ramada Encore Haeundae 2
ภาพจาก : iStockPhoto

วันนี้เราจะเดินทางไปเที่ยวเมืองปูซาน เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเกาหลีใต้ ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจมากมายไม่แพ้โซลเลย การเดินทางวันนี้เราจะนั่งรถไฟความเร็วสูง KTX สายเคียงบู สีแดง (Gyeongbu Line) ไปยังปูซาน ใช้เวลาเดินทางจากเคียงจูประมาณ 35 นาทีเท่านั้นเอง เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกการเดินทางที่สะดวกสบายมากๆ พอมาถึงก็ไปเช็คอินเข้าที่พัก ที่พักปูซานที่เราเลือกพักกันวันนี้คือที่รามาดา อังกอร์ แฮอุนแด (Ramada Encore Haeundae) โรงแรมที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อปี 2017 ตั้งอยู่ในย่านแฮอุนแด (Haeundae) ย่านที่ค่อนข้างครึกครื้นของปูซาน มีร้านสะดวกซื้อ ร้านค้า ร้านอาหารใกล้โรงแรมให้เลือกไปจับจ่ายกันได้ หากจะไปเที่ยวที่อื่นก็เดินทางสะดวกสบายเพราะห่างจากสถานีรถไฟฟ้าเพียงแค่ 2 นาทีเท่านั้น ตัวห้องพักก็สะอาด ทันสมัย เตียงนอนนุ่มสบายได้มาตรฐานแน่นอน

พักที่ไหนดี?

◆ ไปเที่ยววัดแฮดงยงกุงซา วัดเก่าแก่ที่สุดในปูซาน

ปูซาน1

ปูซาน3
ภาพจาก : iStockPhoto

มาถึงปูซานต้องไปไหว้พระขอพรที่วัดแฮดงยงกุงซา วัดเก่าแก่อันเป็นที่เคารพนับถือของชาวปูซานและชาวเกาหลี ภายในบริเวณวัดนั้นมีสิ่งศักดิ์สิทธิมากมายให้เพื่อนๆ ได้สักการะ ตั้งแต่รูปปั้นปีนักษัตรบริเวณทางเข้าไปจนถึงเจ้าแม่กวนอิมและพระสังกัจจายน์ภายในวัด ตัววิหารต่างๆ ก็มีความสวยงาม มีเจดีย์สูงสามชั้นที่มีสิงโตสี่ตัวประกบอยู่ ซึ่งสิงโตแต่ละตัวนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความสุข ความสนุก ความโกรธ และความเศร้า ที่พิเศษสุดๆ คือ วัดแฮดงยงกุงซาแห่งนี้ตั้งอยู่ริมชายทะเล ตัววัดหันหน้าออกทะเล ทำให้มีทัศนียภาพที่สวยงามเป็นอย่างมาก แนะนำให้มาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่วัดแห่งนี้ รับรองว่าจะตราตรึงใจเป็นพิเศษ

◆ ไปเดินบนทางเดินลอยฟ้าออยุคโด

 ลอยฟ้าออยุคโด1

ลอยฟ้าออยุคโด2
ลอยฟ้าออยุคโด3
ภาพจาก : iStockPhoto

ไหว้พระขอพรกันเรียบร้อยแล้วพร้อมไปทำอะไรท้าทายกันหรือยัง? เราจะพาเพื่อนๆ ไปเดินบนทางเดินกระจกลอยฟ้าออยุคโด ทางเดินกระจกลอยฟ้ายาว 35 เมตรที่ยื่นออกไปกลางทะเล ให้เพื่อนๆ ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติแบบสุดๆ เพื่อนๆ สามารถมองเห็นวิวทะเลทางด้านหน้าที่มีเกาะออยุคโดตั้งอยู่ และวิวทะเลกระซบโขดหินบริเวณด้านล่างได้อีกด้วย เป็นมุมมองที่ค่อนข้างแปลกใหม่สวยงามมากเลยทีเดียว ส่วนใครที่กังวลเรื่องความปลอดภัยก็ไม่ต้องห่วง เพราะกระจกนั้นหนา 50 มิลลิเมตร แถมยังเคลือบสารกันกระสุนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยอีกด้วย ทางเดินแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดชมวิวทะเลที่สวยมากที่สุดแห่งหนึ่งในปูซานเลยทีเดียว ไม่มาไม่ได้!

วันที่ 7

◆ เที่ยวหมู่บ้านสีพาสเทล หมู่บ้านวัฒนธรรมคัมชอน

คัมชอน1-1.

คัมชอน2-1
คัมชอน3-1
ภาพจาก : iStockPhoto

วันสุดท้ายนี้ตอนเช้าเราจะไปหมู่บ้านวัฒนธรรมคัมชอน (Gamcheon Culture Village) หมู่บ้านที่ในอดีตเรียกได้ว่าเป็นเหมือนย่านผู้อพยพ มีสภาพทรุดโทรม บ้านบางหลังก็ถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เชิญชวนให้ศิลปินน้อยใหญ่เข้ามาตกแต่งหมู่บ้านด้วยสีสันสดใส มีการวาดภาพทาสีบนอาคารให้ดูสวยงาม และด้วยความที่หมู่บ้านนี้หันหน้าออกทะเล จึงได้ชื่อเรียกเล่นๆ ว่าเป็นซานโตรินีแห่งเกาหลี นอกจากนี้สำหรับใครที่เป็นแฟนเจ้าชายน้อย ที่หมู่บ้านวัฒนธรรมคัมชอนก็มีรูปปั้นเจ้าชายน้อยนั่งมองวิว ซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตของที่นี่อีกด้วย

◆ แวะช้อปปิ้งที่ถนนนัมโพดง

นัมโพดง3-Copy

นัมโพดง1
ภาพจาก : iStockPhoto

สุดท้ายนี้ก่อนกลับต้องแวะช้อปส่งท้ายที่ปูซานกันซักหน่อย สถานที่น่าสนใจก็คือถนนช้อปปิ้งนัมโพดง (Nampodong) นั่นเอง ย่านนัมโพดงนั้นมีร้านค้า ร้านอาหารให้เพื่อนๆ ได้เลือกซื้อสินค้ามากมายไม่แพ้เมียงดงที่โซลเลย แถมยังมีรูปหล่อทองเหลืองที่เป็นสัญลักษณ์ของงานเทศกาลภาพยนต์ปูซานให้เพื่อนๆ แชะภาพสวยๆ กลับไปกันอีกด้วย นอกจากนี้บริเวณ BIFF Square (บีไอเอฟเอฟ สแควร์) ใกล้นัมโพดงยังมีถนนสตรีทฟู้ดของปูซานที่เต็มไปด้วยร้านรถเข็นให้เพื่อนๆ เลือกทานของอร่อยกันให้อิ่มท้องอีกด้วย กินอิ่ม ซื้อของเสร็จ ใครอยากจะแวะไปหอคอยปูซาน (Busan Tower) เพื่อไปชมวิวปูซานจากมุมสูงก็สามารถเดินไปได้จากนัมโพดงเลย รับรองว่าจบทริปเกาหลีแบบฟินๆ กันแน่นอน